18 ก.ค. 69- กมธ. กีฬา สภาผู้แทนราษฎร วางยุทธศาสตร์ยูธลีก ปี 69 – 70 ปรับโครงสร้างฟุตบอลเยาวชนไทย เสนอเปลี่ยนระบบแข่งขันเป็นลีกเหย้า–เยือน เพิ่มความคล่องตัวด้านงบประมาณและเปิดทางเอกชนร่วมสนับสนุน เน้นย้ำลดเหลื่อมล้ำ เปิดโอกาสเยาวชนภูมิภาค–สโมสรท้องถิ่นเข้าถึงเท่าเทียม ดึงเยาวชนสู่ระบบพัฒนา ป้องกันปัญหายาเสพติด

image

          การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กีฬา สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ เป็นประธาน กมธ.ได้พิจารณายุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนานักกีฬาฟุตบอลเยาวชนระดับประเทศ (ยูธลึก) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569–2570 เพื่อวางโครงสร้างใหม่และแก้ไขปัญหาความไม่ต่อเนื่องในการพัฒนานักกีฬาไทยในอดีต โดยมีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง เข้าร่วมประชุม พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การกีฬาแห่งประเทศไทย กรมพลศึกษา และสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมให้ข้อมูล

          ที่ประชุมได้รับทราบรายงานการกำหนดกรอบโครงการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนระดับประเทศเพื่อยกระดับขีดความสามารถของทีมชาติไทยในระยะยาว ซึ่งรองรับฐานนักกีฬาเยาวชนจำนวนกว่า 550,000 คนทั่วประเทศ มีระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2570 โดยเป็นการบูรณาการงบประมาณร่วมกันของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ กรมพลศึกษา การกีฬาแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ

          สำหรับการดำเนินงานด้านสถานที่และบุคลากร มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ได้สนับสนุนสถานที่จัดการแข่งขันผ่านเครือข่าย 17 วิทยาเขต 13 โรงเรียนกีฬา พร้อมหลักสูตรฝึกอบรมผู้ฝึกสอนขั้นต้น ขณะที่กรมพลศึกษาขับเคลื่อนระดับฐานรากผ่านเจ้าหน้าที่พลศึกษาประจำอำเภอทั่วประเทศ ควบคู่กับการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์การกีฬาประเมินสมรรถภาพ ส่วนสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ควบคุมดูแลด้านเทคนิค ตลอดจนออกระเบียบการแข่งขันตามมาตรฐานสากล

          ภายหลังการพิจารณา กมธ.มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างการแข่งขันเป็นระบบลีกระยะยาวแบบเหย้า-เยือน แทนการแข่งขันระยะสั้นแบบน็อกเอาต์ เพื่อพัฒนานักกีฬาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเสนอให้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการเงิน เร่งรัดระบบอนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณให้คล่องตัว เพื่อลดภาระผูกพันของสโมสรหรือทีมในส่วนภูมิภาค และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมเพิ่มขึ้น รวมทั้งควรอ้างอิงรายงานผลการวิเคราะห์โครงสร้างฟุตบอลไทยของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) เพื่อแก้ไขจุดอ่อนเชิงระบบ โดยให้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จัดส่งรายงานดังกล่าวให้ กมธ. พิจารณาเพิ่มเติม

           นอกจากนี้ กมธ. ยังได้เน้นย้ำถึงการลดความเหลื่อมล้ำ โดยการออกแบบสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เอื้อต่อนักกีฬาในส่วนภูมิภาคให้เข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม พร้อมเปิดกว้างให้สถาบันการศึกษาขนาดเล็ก สโมสรท้องถิ่น และสถาบันฝึกสอนเอกชน (Academy) สามารถส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันได้อย่างเสมอภาค ซึ่งภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมโครงการนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากกีฬาถือเป็นเครื่องมือทางสังคมในการดึงเยาวชนเข้าสู่ระบบการพัฒนา ช่วยป้องกันปัญหายาเสพติด และลดอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษาของกลุ่มประชากรวัยรุ่น โดย กมธ. ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษายุทธศาสตร์และแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนและประชาชนสู่ความเป็นเลิศด้านกีฬา ไปดำเนินการบูรณาการงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง

 

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ