นายสุทนต์ กล้าการขาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ทั้งระบบพลังงาน ไฟฟ้า น้ำประปา โทรคมนาคม การเงิน การขนส่ง สาธารณสุข และบริการภาครัฐ เชื่อมโยงกับระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายสื่อสารมากขึ้น ทำให้การโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบหนึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังระบบอื่น รวมถึงเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของประชาชน แม้การนำระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ และอินเทอร์เน็ตมาใช้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงจากการแทรกแซงคำสั่ง การขโมยข้อมูล หรือการทำให้ระบบหยุดชะงัก จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน
นายสุทนต์ เสนอแนวทางรับมือ 5 ประการ ได้แก่ หนึ่ง ประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง สอง ออกแบบระบบให้ยืดหยุ่นและสามารถให้บริการที่จำเป็นได้แม้บางส่วนถูกโจมตี สาม แลกเปลี่ยนข้อมูลภัยคุกคามระหว่างภาครัฐและเอกชน สี่ พัฒนาบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และห้า ซักซ้อมแผนรับมือเหตุไซเบอร์ระดับชาติ เพื่อให้หน่วยงานประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเกิดเหตุ
นายสุทนต์ เห็นว่าประเทศไทยควรส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลควบคู่กับการลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัย ทั้งระบบสำรอง มาตรฐานความปลอดภัย บุคลากร และความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้บริการสาธารณะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและลดผลกระทบต่อประชาชนเมื่อเกิดภัยไซเบอร์
คริส พุทธชาติ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
เฟซบุ๊ก นายสุทนต์ กล้าการขาย ข้อมูล/ภาพ