การประชุมวุฒิสภา ครั้งที่สอง (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ มี พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานในที่ประชุม พิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงหลักการและความจำเป็นในการตรา พ.ร.ก.ดังกล่าว ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ก่อนประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง เนื่องจากเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วงต้นปี 2569 ได้ลุกลามเป็นวิกฤตพลังงานโลก ส่งผลให้แหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญได้รับความเสียหาย ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางประมาณร้อยละ 50 และยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก จึงได้รับผลกระทบโดยตรง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ต้นทุนสินค้า อาหาร การขนส่ง บริการ และภาคการเกษตรเพิ่มสูงขึ้น กระทบค่าครองชีพ กำลังซื้อ การผลิต และการจ้างงาน พร้อมเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่กับการชะลอตัว หรือ Stagflation รัฐบาลจึงเห็นว่าจำเป็นต้องเร่งจำกัดผลกระทบทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ และเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทดแทน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท เนื่องจากงบกลางปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 99,000 ล้านบาท ถูกนำไปใช้เยียวยาอุทกภัย ภัยพิบัติ และภารกิจด้านความมั่นคง รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา จนไม่เพียงพอรองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ขณะที่ความต้องการใช้งบเร่งด่วนยังมีอีกกว่า 140,000 ล้านบาท และแม้จะรวมกับเงินสำรองอื่นก็ยังไม่เพียงพอ ขณะที่การโอนงบประมาณหรือออกกฎหมายงบประมาณเพิ่มเติมใช้เวลานาน อีกทั้งวงเงินกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่เหลืออยู่มีเพียง 17,000 ล้านบาท จึงไม่สามารถรองรับสถานการณ์ได้ รัฐบาลจึงเลือกใช้ พ.ร.ก. เป็นมาตรการสุดท้ายเพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที พร้อมยืนยันว่าหนี้สาธารณะหลังการกู้เงินจะยังไม่เกินกรอบร้อยละ 70 ของ GDP ตามกฎหมาย
สำหรับแนวทางการจัดหาเงินกู้ในเบื้องต้น กระทรวงการคลังจะพิจารณากู้เงินจากแหล่งเงินภายในประเทศเป็นหลัก พร้อมจัดทำแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบ เพื่อกระจายความเสี่ยงและควบคุมต้นทุนการกู้เงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ส่วนภาระการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจาก พ.ร.ก. ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และไม่กระทบต่อกรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศ รวมถึงไม่สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเงินกู้ให้เกิดความคุ้มค่า โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ โดยกำหนดกระบวนการกลั่นกรองโครงการผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อพิจารณาความเหมาะสม ความจำเป็นเร่งด่วน และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากแต่ละโครงการ โดยโครงการที่จะได้รับการสนับสนุนต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. และอยู่ภายใต้แผนงานหรือโครงการที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายเท่านั้น และต้องไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณรายจ่ายหรือแหล่งเงินอื่นของหน่วยงานรัฐ รัฐบาลจะพิจารณาความพร้อมของหน่วยงานเจ้าของโครงการ เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้ทันที ลดความล่าช้า และทำให้เงินกู้ถูกนำไปใช้แก้ไขปัญหาได้ตรงตามเป้าหมาย โดยเฉพาะมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และคุณภาพชีวิตของประชาชน
ทั้งนี้ วิกฤตพลังงานครั้งนี้ ถือเป็นวิกฤตร้ายแรงที่ส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงขอให้วุฒิสภาพิจารณาอนุมัติ พ.ร.ก. ดังกล่าว เพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาได้อย่างต่อเนื่อง
นายอนุทิน ยืนยันว่าพร้อมชี้แจงข้อซักถาม ข้อสงสัย และความกังวลของสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินโครงการให้เหมาะสมกับสถานการณ์และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก. โดยย้ำว่าจะบริหารจัดการเงินกู้ด้วยความรอบคอบ โดยมุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ บรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศควบคู่กันไป
ทัดดาว ทองอิ่ม / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง