นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวขอบคุณสมาชิกวุฒสภา (สว.) สำหรับข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไขผลกระทบทางเศรษฐกิจ ในการอภิปรายพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท
นายเอกนัฏ ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น โดยประเทศไทยใช้น้ำมันประมาณ 100 ล้านลิตรต่อวัน และต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่าร้อยละ 90 เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งขึ้น ราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซล จึงเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง หากไม่มีกองทุนน้ำมันช่วยอุดหนุน ราคาขายปลีกอาจสูงเกินลิตรละ 60–70 บาท ด้านการผลิตไฟฟ้า ประเทศไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติประมาณร้อยละ 63–64 และต้องนำเข้า LNG บางส่วน วิกฤตดังกล่าวทำให้ต้นทุนน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันที่สูงขึ้นลิตรละ 10 บาท สร้างภาระวันละราว 1,000 ล้านบาท ตลอดหนึ่งปี ประเทศไทยอาจมีต้นทุนเพิ่มกว่า 300,000 ล้านบาท และขาดดุลจากการนำเข้าพลังงานมากขึ้น การผลิตไฟฟ้าของไทยราวร้อยละ 60–70 ใช้ก๊าซธรรมชาติ และประมาณร้อยละ 20 ของไฟฟ้าทั้งประเทศต้องพึ่งพา LNG นำเข้า ในแต่ละปีไทยนำเข้า LNG เพื่อผลิตไฟฟ้าประมาณ 40,000–50,000 ล้านหน่วย ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น หากต้นทุนไฟฟ้าเพิ่มหน่วยละ 3 บาท จะสร้างภาระประมาณ 150,000–160,000 ล้านบาทต่อปี เมื่อรวมกับต้นทุนน้ำมัน ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานอาจสูงถึงปีละหลายแสนล้านบาท จึงจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหา ซึ่งการใช้เงินกองทุนน้ำมันหรือการลดภาษี เป็นเพียงการย้ายภาระจากเงินกระเป๋าหนึ่งไปสู่อีกกระเป๋าหนึ่ง ท้ายที่สุดรัฐบาลยังอาจต้องกู้เงินมาชดเชย และประชาชนต้องเป็นผู้รับภาระในอนาคต รัฐบาลปัจจุบันจึงใช้กฎหมายเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่ง ซึ่งได้กำไรเพิ่มจากวิกฤตพลังงาน จนถึงขณะนี้สามารถนำเงินส่วนเกินกว่า 17,442 ล้านบาท มาใช้ลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มให้ประชาชนทั่วประเทศ
นายเอกนัฏ ชี้ว่า รัฐบาลไม่ได้มุ่งใช้เงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียว แต่แก้ปัญหาค่าไฟฟ้าด้วยการปรับโครงสร้างต้นทุนให้เป็นธรรมมากขึ้น พร้อมยอมรับว่าวิกฤตที่ประเทศเผชิญมีความรุนแรง จึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินบางส่วนมาแก้ปัญหา โดยเงินกู้ก้อนแรก 200,000 ล้านบาท จะใช้ชดเชยและบรรเทาผลกระทบแบบมุ่งเป้า ส่งตรงถึงประชาชน ยืนยันว่าไม่มีเงินรั่วไหล ไม่มีการจัดซื้อหรือเงินทอน และทุกบาทจะถึงมือประชาชนโดยตรง ส่วนเงินอีก 200,000 ล้านบาท จะนำไปลงทุนแก้ปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อรับมือวิกฤตในอนาคต โดยย้ำว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างการผลิตและการส่งพลังงาน ไม่เช่นนั้นจะเผชิญปัญหาราคาพลังงานซ้ำอีกในอนาคต หากไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง รัฐบาลก็ต้องกู้เงินมาอุดหนุนและชดเชยราคาพลังงานให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเงินกู้ก้อนที่สองนี้ จะมีบทบาทสำคัญในการลงทุนแก้ปัญหาพลังงานระยะยาว ขณะที่ด้านน้ำมัน ควรลดการพึ่งพาแหล่งน้ำมันตะวันออกกลาง และหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตโดยเกษตรกรไทย ซึ่งจะช่วยเป็นพลังงานสำรอง เปรียบเสมือนแหล่งน้ำมันบนดิน พร้อมสร้างรายได้และความมั่นคงภายในประเทศ
นายเอกนัฏ ระบุด้วยว่า เงินกู้ก้อนนี้ควรมองเป็นการลงทุนเพื่อประชาชน ไม่ใช่การกู้มาอุดหนุนราคาพลังงานเพียงชั่วคราว โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนผลิตไฟฟ้า จากเดิมที่อยู่ในมือกลุ่มทุนรายใหญ่เป็นหลัก โดยรัฐจะสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์บนหลังคาหรือที่ดินของประชาชน พร้อมรับซื้อไฟฟ้าและนำรายได้มาชำระคืนค่าระบบระหว่างผ่อนชำระ ประชาชนจะได้ใช้ไฟส่วนเกินเพื่อลดค่าไฟ และเมื่อคืนทุนครบ แผงโซลาร์จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของประชาชน ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก มีรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ทั่วประเทศ อีกทั้งเงินกู้บางส่วนจะนำไปพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับพลังงานแสงอาทิตย์และกำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นในอนาคต พร้อมย้ำว่าโครงการจะไม่มีการจัดซื้อที่ไม่จำเป็นหรือเงินทอน แต่เป็นการลงทุนโดยตรงเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานระยะยาว ดังนั้น จึงต้องเร่งดำเนินการ ก่อนที่ต้นทุนพลังงานจะสูงขึ้นและโอกาสในการลงทุนจะกลับไปกระจุกตัวอยู่กับนายทุนอีกครั้ง
ทัดดาว ทองอิ่ม / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง