นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายเพื่อร่วมรับทราบรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่องการส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา โดยกล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ วิกฤตเชิงโครงสร้างพร้อมกันถึง 2 ด้าน คือ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และวิกฤตเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างรุนแรง โดยในปี 2567 มียอดเด็กเกิดใหม่ในไทยเพียงประมาณ 460,000 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่า 500,000 คนติดต่อกันเป็นปีที่สองแล้ว พร้อมย้ำว่า เด็กทุกคนที่เกิดมาในประเทศนี้ไม่ใช่แค่ลูกของคนใดคนหนึ่ง แต่คือทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณค่าที่สุดของชาติ อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับดังกล่าวสะท้อนว่า ระบบการดูแลเด็กปฐมวัยของไทยยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ ที่ทำให้เด็กไทยนับล้านคนต้องตกหล่นและเสียโอกาส โดยมีข้อน่าห่วงใย 3 ประการสำคัญ ได้แก่ ประการแรก คือ ช่องว่างการเข้าถึงบริการและเงินอุดหนุน ประการที่สอง คือ ข้อจำกัดและภาระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และประการที่สาม คือ การทำงานแยกส่วนและขาดฐานข้อมูลกลาง
นางสาวภิญญาพัชญ์ กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติจริงใน 3 เรื่องด่วน ได้แก่ เรื่องแรก คือ เร่งจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กปฐมวัยแบบถ้วนหน้า เรื่องที่สอง คือ สร้างระบบข้อมูลเด็กปฐมวัยร่วมกัน และเรื่องที่สาม คือ ยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นศูนย์ปฐมวัยและครอบครัวระดับพื้นที่ พร้อมกล่าวย้ำด้วยว่า การลงทุนในเด็กปฐมวัยไม่ใช่เรื่องของการสงเคราะห์ แต่เป็นเรื่องของการวางรากฐานอันมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ พร้อมชี้ว่าหากปล่อยให้ อปท. ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ทำงานอย่างโดดเดี่ยวภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมายและงบประมาณจะเท่ากับกำลังทิ้งอนาคตของชาติไว้ข้างหลัง จึงขอเสนอให้รัฐบาล คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันนำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเหล่านี้ไปขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป
คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง