นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสมุทรปราการ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร และสส.พรรคกล้าธรรม รับยื่นหนังสือจากนางสาวอังคณา ขาวเผือก ผู้แทนเครือข่ายคนเห็นคน และภาคีเครือข่าย อาทิ เครือข่ายสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) เครือข่ายปลูกเพื่อเมือง เครือข่ายชมรมวินมอไซค์รับจ้างจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อคัดค้านกรณีการเสนอแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งเสนอให้ยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพในอัตราร้อยละ 2 ของภาษีสุราและยาสูบ และเปลี่ยนมาใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน
ตัวแทนภาคประชาชน เปิดเผยถึงข้อห่วงใยหลัก 3 ข้อได้แก่ ความเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงทางการเมือง และกระทบต่อแผนงานระยะยาว ขัดแย้งทางหลักการและเพิ่มภาระค่ารักษาพยาบาลในอนาคต และลดพื้นที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและชุมชน พร้อมเสนอแนะว่า หากรัฐบาลมีความกังวลเรื่องเงินคงเหลือ ประสิทธิภาพ หรือการบริหารจัดการ ควรใช้มาตรการตรวจสอบและประเมินผลที่เข้มข้นขึ้น แทนการยกเลิกแหล่งรายได้หรือรื้อระบบเงินทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐและประชาชนทั่วประเทศ
ด้าน นางสาวพนิดา กล่าวว่า กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ถือเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน และผลักดันการดูแลสุขภาวะของประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งความกังวลในครั้งนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องของโครงการต่างๆ ที่ภาคประชาชนกำลังขับเคลื่อน ข้อกังวลเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองที่อาจกระทบต่อนโยบายภาคประชาชน รวมทั้งการขาดหลักประกันในการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในอนาคต
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะนำข้อห่วงใยดังกล่าวเข้าสู่วาระการพิจารณาของ กมธ. พร้อมเตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตัวแทนผู้ร้องเรียนเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน โดย กมธ. ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากทุกพรรคการเมือง จะร่วมกันหาจุดสมดุลและนำข้อเสนอแนะไปสะท้อนในการพิจารณาชั้นรัฐสภาต่อไป
นางสาวอรทัย เกิดทรัพย์ สส.ภูเก็ต พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า จากการลงพื้นที่และมีส่วนร่วมในกิจกรรมของ สสส. มาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่ากิจกรรมต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่บริการของภาครัฐที่ยังครอบคลุมไปไม่ถึง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการทำงานจิตอาสาของภาคประชาชนอย่างแท้จริง
จึงอยากเรียกร้องให้ภาครัฐนำเรื่องการจัดสรรภาษีดังกล่าวกลับมาทบทวนอีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่าการปรับเปลี่ยนจะก่อให้เกิดประโยชน์เพียงเฉพาะส่วน หรือจะช่วยลดช่องว่างและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่ พร้อมฝากให้พิจารณาคงมาตรการสนับสนุนงบประมาณแก่ สสส. ตามเดิม เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป
คริส พุทธชาติ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
