นายจักรภพ เพ็ญแข สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา ถึงประเด็นการประชุมสภาธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank และ IMF) รวมถึงการประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) โดยระบุว่า ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั้ง 2 เวที เพื่อสะท้อนมุมมองของไทยและรับฟังความคิดเห็นจากนานาประเทศ ซึ่งช่วยให้ไทยเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน และปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะกรณีเศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค
นายจักรภพ กล่าวว่า การประเมินผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สะท้อนถึงความสามารถในการผลิตสินค้าและการแข่งขันของประเทศ จึงควรรับฟังคำวิจารณ์อย่างมีเหตุผล พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไข เช่น ปัญหามันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเนื่อง 7 ปี ทำให้ผลผลิตลดลงจาก 41 ล้านตัน เหลือ 18 ล้านตัน และโรงงานแป้งมันปิดตัวลงจำนวนมาก โดยจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาด้วยการพัฒนาท่อนพันธุ์สะอาดและพันธุ์ต้านทานโรค
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทย นายจักรภพ มองว่าปัญหาสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการและการประสานงานระหว่างหน่วยงาน มากกว่าความสามารถของคนไทย โดยต้องเร่งแก้ไขปัญหาในภาวะวิกฤต ประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนภาครัฐ และกำหนดจุดแข็งของประเทศให้ชัดเจน โดยเฉพาะภาคเกษตร อาหาร และบริการ รวมถึงยกระดับการท่องเที่ยวให้มีประสบการณ์และกิจกรรมใหม่ ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากจุดเด่นด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทย ส่วนกรณี นางคริสตาลินา กอร์เกียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF เตือนเรื่องเพดานหนี้สินของประเทศไทย นายจักรภพ กล่าวว่า ไทยควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง เพราะหากประชาชนต้องนำรายได้ไปชำระหนี้และดอกเบี้ย ย่อมกระทบกำลังซื้อและความสามารถในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มครูที่มีภาระหนี้จำนวนมาก ซึ่งบางส่วนเกิดจากค่าใช้จ่ายจำเป็นในการดำรงชีวิต รัฐบาลจึงควรพิจารณาแนวทางช่วยเหลือให้ตรงกับสาเหตุของหนี้ พร้อมแยกแยะระหว่างหนี้เพื่อการดำรงชีพและหนี้จากการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
นายจักรภพ ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และการเงินผิดกฎหมายว่า ไทยต้องสร้างระบบธรรมาภิบาลทางการเงินที่เข้มแข็ง ทั้งด้านกฎหมาย นโยบาย และการบังคับใช้ เพื่อป้องกันเงินจากการฟอกเงิน การค้ายาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมยกระดับจากการตรวจสอบตัวตนลูกค้า (KYC: Know Your Customer) ไปสู่การตรวจสอบเส้นทางการโอนเงิน (KYT: Know Your Transaction/Transfer) เพื่อให้สามารถติดตามที่มาของเงินและธุรกรรมได้อย่างละเอียด รวมถึงธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโตเคอร์เรนซี โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันตรวจสอบและสกัดกั้นเงินผิดกฎหมาย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและดึงดูดเงินลงทุนที่มีคุณภาพเข้าสู่ประเทศไทย
ณัฐเดช เอียดปุ่ม /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
