นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายรายงานการพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ (อววน.) ปี 2565-2568 โดยชื่นชมการรวบรวมข้อมูลของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) รวมถึงความก้าวหน้าในการนำงานวิจัยสู่ธุรกิจนวัตกรรมและเป้าหมายผลิตกำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์กว่า 86,000 คน อย่างไรก็ตาม ตั้งข้อสังเกตว่างบประมาณส่วนใหญ่ยังอยู่ด้านอุดมศึกษา ขณะที่ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมีสัดส่วนน้อย อีกทั้งตัวชี้วัดกระจายและซ้ำซ้อน แม้มีหน่วยบริหารจัดการทุน 9 หน่วยงาน ตลอดจนสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ แต่ยังขาดกลไกประเมินผลกระทบเชิงนโยบายระดับชาติที่ชัดเจน
นางสาวภิญญาพัชญ์ กล่าวถึงข้อมูลดัชนีสากลแสดงถึงอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดจากอันดับ 25 เป็นอันดับ 30 โดยโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาอยู่อันดับ 55 และด้านเทคโนโลยีอันดับ 32 จึงตั้งคำถามถึงประสิทธิผลของการลงทุนด้าน อววน. แม้ไทยอยู่อันดับ 1 ของอาเซียนและอันดับ 43 ของโลกตามดัชนีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ปี 2025 (SDG Index 2025) แต่เป้าหมายที่ 9 ด้านอุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ยังต้องเร่งพัฒนา ทั้งการลงทุนวิจัยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ บทความวิชาการต่อประชากร และการจดสิทธิบัตร เพื่อสร้างองค์ความรู้และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ
นางสาวภิญญาพัชญ์ จึงมีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล โดยขอให้กระทรวงการอุดมศึกษาฯ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งผลักดันนโยบาย Offset Policy ตามมติคณะรัฐมนตรี จัดทำกฎกระทรวงและแนวปฏิบัติให้ชัดเจน เพื่อให้โครงการจัดซื้อจัดจ้างจากต่างประเทศที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป มีเงื่อนไขให้ผู้ชนะการประมูลถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือร่วมลงทุนวิจัยและพัฒนากับสถาบันในประเทศไทยซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยี พร้อมเสนอให้ปรับการจัดสรรงบประมาณจากการกระจายไปหลายโครงการมาเป็นการลงทุนแบบมุ่งเป้าในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ไทยมีศักยภาพ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ และเศรษฐกิจ BCG ปรับตัวชี้วัดจากการนับจำนวนโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จไปสู่การประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งเชื่อมโยงระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank System) กับภาคอุตสาหกรรมและอาชีวศึกษา เพื่อรองรับการยกระดับทักษะและการปรับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ตลอดจนขยายผลหลักสูตร Higher Education Sandbox ให้ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง ย้ำว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์สำคัญต่ออนาคตของประเทศ จึงขอให้กระทรวง อว. สภานโยบาย อววน. และรัฐบาล ร่วมกันผลักดันข้อเสนอให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อให้การใช้งบประมาณของประชาชนเกิดความคุ้มค่า และช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
อรพรรณ ขันทองคำ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
