กมธ.การพลังงาน วุฒิสภา หนุนโครงการโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านหลังคาเรือน ชี้ช่วยลดค่าไฟ แนะประชาชนประเมินความคุ้มค่าก่อนเข้าร่วม

อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย

29 ต.ค. 2569 09:54 น.3 ครั้ง
แชร์LINE
กมธ.การพลังงาน วุฒิสภา หนุนโครงการโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านหลังคาเรือน ชี้ช่วยลดค่าไฟ แนะประชาชนประเมินความคุ้มค่าก่อนเข้าร่วม

29 ต.ค.69 - ประธาน กมธ.การพลังงาน วุฒิสภา เห็นด้วยกับโครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน พร้อมชี้แจงเงื่อนไขสำคัญ ทั้งเงินค้ำประกัน 50,000 บาทที่รัฐบาลเตรียมคืนเมื่อติดตั้งและเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าสำเร็จ ขณะที่รองประธาน กมธ.ฯ แนะครัวเรือนที่มีค่าไฟตั้งแต่ 3,000 บาทต่อเดือนขึ้นไปพิจารณาเข้าร่วมโครงการ พร้อมกำชับติดตามมาตรฐานอุปกรณ์และบริการหลังการติดตั้ง

นายพรเพิ่ม ทองศรี ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา แถลงข่าวเรื่องโครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน โดยระบุว่า คณะกรรมาธิการฯ สนับสนุนโครงการดังกล่าว เนื่องจากเป็นมาตรการที่ประชาชนสามารถเห็นผลเป็นรูปธรรม ทั้งการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน การลดภาระค่าไฟฟ้า และการเป็นเจ้าของระบบหลังผ่อนชำระครบ 7 ปี อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการฯ มีความห่วงใยว่าประชาชนอาจยังไม่เข้าใจเงื่อนไขของโครงการอย่างเพียงพอ จึงต้องการชี้แจงรายละเอียดเพื่อป้องกันการก่อหนี้โดยไม่ตระหนักถึงภาระที่แท้จริง สำหรับข้อกังวลว่าโครงการอาจเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายใหญ่ นายพรเพิ่ม กล่าวว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่มีความพร้อมด้านเงินทุนมากกว่า แต่ประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กก็สามารถเข้าร่วมได้ตามกำลังของตน โดยประเด็นเงินค้ำประกัน 50,000 บาทนั้น ได้รับแจ้งว่าจะคืนให้ทันทีเมื่อติดตั้งระบบและเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จ

ทั้งนี้ โครงการตั้งเป้าครอบคลุม 1 ล้านหลังคาเรือน รองรับการติดตั้งระบบขนาด 5–10 กิโลวัตต์ และกำหนดให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดยรับซื้อไฟฟ้าในอัตราหน่วยละ 2.20 บาท และมีระยะเวลารับซื้อ 20 ปี

นายพรเพิ่ม กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนที่จำเป็นต้องกู้เงินเพื่อติดตั้งระบบประมาณ 90,000 บาท สามารถผ่อนชำระระยะเวลา 7 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.5 ต่อปี ลดลงจากอัตราเดิมร้อยละ 3.5–3.75 โดยค่างวดอยู่ที่ประมาณ 1,000–1,200 บาทต่อเดือน ซึ่งรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินอาจช่วยชดเชยภาระผ่อนชำระได้ ทำให้ประชาชนลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า ทั้งนี้ ผลประโยชน์ที่ได้รับจริงขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตและการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือน

ด้าน นายสัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา รองประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา กล่าวว่า โครงการนี้มีประโยชน์ 3 ประการ ได้แก่ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตและใช้พลังงาน และสร้างความตื่นตัวด้านความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือร้อยละ 2.5 ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงโครงการได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม นายสัมพันธ์ เน้นย้ำว่า ประชาชนควรพิจารณาปริมาณการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนก่อนตัดสินใจเข้าร่วม โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้าตั้งแต่ 3,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ เนื่องจากสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาใช้เองและขายส่วนที่เหลือเข้าระบบ ช่วยลดค่าไฟฟ้าและนำรายได้จากการขายไฟมาชำระหนี้ ทั้งนี้ ไม่ควรเข้าร่วมโครงการโดยมุ่งผลิตไฟฟ้าเพื่อขายเพียงอย่างเดียว เนื่องจากอัตรารับซื้อหน่วยละ 2.20 บาทอาจไม่คุ้มกับต้นทุนการติดตั้งและภาระทางการเงิน

รองประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยมีมิเตอร์ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านมิเตอร์ ขณะที่โครงการนี้กำหนดเป้าหมายไว้ 1 ล้านมิเตอร์ โดยประเมินว่ากลุ่มครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้าประมาณ 3,000–4,000 บาทต่อเดือนมีอยู่ราว 2–3 ล้านครัวเรือน จึงควรพิจารณาความเหมาะสมของขนาดระบบให้สอดคล้องกับการใช้ไฟฟ้าของแต่ละบ้าน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานอุปกรณ์ที่ใช้ติดตั้ง คุณภาพผลิตภัณฑ์ และประสิทธิภาพการให้บริการหลังการขาย โดยจะเร่งติดตามการกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและมาตรฐานต่างประเทศที่นำมาใช้ควบคุมคุณภาพ เพื่อคุ้มครองประชาชนและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ช่วงท้าย นายสัมพันธ์ ได้ฝากถึงผู้ประกอบการให้ดำเนินธุรกิจตามกำลังความสามารถ ไม่ลงทุนเกินตัว พร้อมระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับประกันอุปกรณ์เป็นเวลา 7 ปี และการให้บริการล้างแผงโซลาร์เซลล์เป็นเวลา 7 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องหลังติดตั้งระบบแล้ว ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา จะติดตามการดำเนินโครงการ รวมถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อนำเสนอฝ่ายบริหารพิจารณาแก้ไขให้การดำเนินงานเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย /ข่าว

อรุณี ตันศักดิ์ดา /เรียบเรียง