นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวชี้แจงผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อที่ประชุมวุฒิสภา ในการพิจารณาร่างฯ ในวาระรับหลักการ ภายหลังจากสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว ว่า กมธ. ได้ประชุมร่วมกับ ผู้แทนกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อศึกษาและจัดทำข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2562 ข้อ 119 โดย กมธ. ได้มีข้อสังเกต จำนวน 7 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นแรก การคุ้มครองภูมิปัญญาและตำรับยาของชุมชน กมธ. เห็นด้วยกับการเพิ่มสิทธิคุ้มครองตำรับยาแผนไทยของชุมชน แต่มีความกังวลเรื่องนิยามขอบเขตของคำว่าชุมชน เนื่องจากตำรับยาบางชนิดเป็นภูมิปัญญาร่วมของหลายพื้นที่ หากไม่มีการสำรวจข้อมูลอย่างเป็นระบบ อาจเกิดการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มบุคคลหรือบริษัท จึงเสนอให้กำหนดตำรับยากลาง ให้เป็นตำรับของชาติ พร้อมกำหนดมาตรการเพิกถอนสิทธิบัตรหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชน ส่วนประเด็นที่สอง การคุ้มครองถิ่นกำเนิดสมุนไพร เสนอให้สำรวจและจัดทำพิกัดแหล่งกำเนิดสมุนไพรพื้นถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม จัดทำแผนคุ้มครองสมุนไพรที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ งานวิจัย หรือเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ รวมทั้งป้องกันการบุกรุกพื้นที่จากโครงการพัฒนาต่าง ๆ ด้านประเด็นที่สาม การป้องกันต่างชาตินำตำรับยาไทยไปต่อยอด เนื่องจากร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้เฉพาะภายในประเทศ ไม่สามารถควบคุมการนำสารสกัดไปวิจัยในต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการแบ่งปันผลประโยชน์ได้ จึงเสนอให้รัฐจัดทำฐานข้อมูลดิจิทัลภูมิปัญญาเทียบเคียงกับโมเดลของประเทศอินเดีย เพื่อให้สำนักงานสิทธิบัตรทั่วโลกใช้ตรวจสอบอ้างอิง และบังคับแบ่งปันผลประโยชน์อย่างยุติธรรมตามอนุสัญญาสหประชาชาติ
นายแพทย์ประพนธ์ กล่าวว่าในประเด็นที่สี่ คณะกรรมาธิการเห็นว่าควรส่งเสริมการใช้กองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูก การผลิต การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เอกชน การผลักดันยาสมุนไพรเข้าสู่ บัญชียาหลักแห่งชาติ ด้านสมุนไพร ตลอดจนการส่งออกไปต่างประเทศ สำหรับประเด็นที่ห้า การกำหนดสถานะของชุมชน เสนอให้เพิ่มบทนิยามคำว่าชุมชน และกำหนดให้ชุมชนมีสถานะเป็น นิติบุคคล บริหารงานโดยคณะกรรมการ เพื่อให้มีสิทธิตามกฎหมายในการปกป้องและเรียกร้องสิทธิของตนเอง รวมถึงประเด็นที่หก การบูรณาการนโยบายข้ามกระทรวง กำหนดแนวทางประสานงานระหว่างกระทรวงให้เป็นเอกภาพ เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวสมุนไพรในระดับชุมชน ตลอดจน ประเด็นที่เจ็ด การยกระดับบทกำหนดโทษ เสนอให้ปรับเพิ่มบทลงโทษให้สูงขึ้นโดย เทียบเคียงกับ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื่องจากผลประโยชน์ทางการค้ามีมูลค่าสูง โดยให้จัดสรรเงินค่าปรับส่วนหนึ่งคืนแก่ผู้เสียหายเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำภายใน 5 ปี และระบุให้ชัดเจนว่าการชำระค่าปรับทางอาญาไม่ตัดสิทธิชุมชนในการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง
คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง
