การประชุมวุฒิสภา ซึ่งมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในที่ประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... วาระรับหลักการ ภายหลังสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว โดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา ได้ศึกษาร่าง พ.ร.บ. ล่วงหน้า พร้อมเชิญตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งภาพรวมของการศึกษา มีข้อเสนอแนะให้จัดทำฐานข้อมูลดิจิทัลตามแนวทางอินเดีย ป้องกันการนำภูมิปัญญาไทยไปใช้โดยไม่แบ่งปันผลประโยชน์ พร้อมกำหนดสถานะชุมชนเป็นนิติบุคคลและเพิ่มบทลงโทษผู้ละเมิด
การพิจารณามีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้ความสนใจอภิปรายต่อร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวอย่างกว้างขวาง นางสาวนิชาภา สุวรรณนาค สว. เสนอให้พัฒนาภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย โดยผลักดันนโยบายจากชุมชนสู่ระดับชาติ ปรับบทบาทภาครัฐเป็นพี่เลี้ยง สนับสนุนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งการตรวจวิเคราะห์ดิน น้ำ อากาศ ยกระดับมาตรฐานและแปรรูปสมุนไพรในชุมชน ควบคู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่นำไปใช้ได้จริง พร้อมเชื่อมโยงตลาด สร้างหลักประกันราคาที่เป็นธรรม ส่งเสริมให้โรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) รับซื้อสมุนไพรจากชุมชน รวมถึงจัดตั้งระบบ One Stop Service ช่วยผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ พัฒนาเครือข่าย Herbal Cluster และกองทุนหมุนเวียนแก้ปัญหาสภาพคล่อง พร้อมเน้นคุ้มครองภูมิปัญญาตำรับยาหมอพื้นบ้าน ไม่ให้ถูกนำไปแสวงหาประโยชน์โดยไม่แบ่งปันผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม โดยมองว่าสมุนไพรไทยเป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางสุขภาพและเศรษฐกิจฐานรากที่สามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้
ขณะที่นายประภาส ปิ่นตกแต่ง สว. อภิปรายเห็นด้วยกับการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน โดยสนับสนุนการปรับโครงสร้างคณะกรรมการ เพิ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมศาสตร์และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงปรับค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมกับขนาดผู้ประกอบการ โดย SMEs ควรได้รับการผ่อนปรนมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ยังเสนอให้เพิ่มคำว่า “ตำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรใหม่” เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิชุมชนครอบคลุมการนำสมุนไพรไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทุกประเภท หลังการแยกกฎหมายผลิตภัณฑ์สมุนไพรออกจาก พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2562 เนื่องจากหากไม่แก้ไขอาจเกิดช่องว่างในการแบ่งปันผลประโยชน์ และทำให้สิทธิชุมชนด้อยกว่าสิทธิส่วนบุคคลตามมาตรา 34 นอกจากนี้ ยังเสนอให้กำหนดนิยามชุมชนโดยยึดโยงกับวิถีชีวิตและภูมินิเวศวัฒนธรรม มากกว่าเส้นแบ่งเขตการปกครอง เพื่อให้การคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของชุมชน
ทั้งนี้ เมื่อการอภิปรายเสร็จสิ้น ที่ประชุมได้มีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ไว้พิจารณาด้วยคะแนนเสียง 157 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง ก่อนจะมีการเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา จำนวน 21 คน
ทัดดาว ทองอิ่ม / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง
