4 ธ.ค.67-มติ กมธ.ร่วมกัน ร่างกฎหมายประชามติฯ ยืนยันใช้เสียงข้างมากสองชั้นแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ คาดแก้รัฐธรรมนูญไม่ทันในสมัยรัฐบาลชุดปัจจุบัน

image

      นายนิกร   จำนง เลขานุการกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พร้อมด้วยนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว.ในฐานะโฆษก กมธ ร่วม และนายกฤช เอื้อวงศ์ โฆษก กมธ. ร่วม แถลงข่าวว่า ภายหลังการประชุม กมธ. ร่วมกัน นัดสุดท้าย ว่า ที่ประชุม กมธ.ร่วมกัน เห็นชอบกับร่างกฎหมายประชามติของวุฒิสภา ที่เป็นการแด้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมายประชามติของสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 7 โดยยกเลิกความในมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออดเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และให้ใช้ข้อความว่า มาตรา 13 การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติตามมาตรา 9 (2) (3) (4) หรือ (5) ให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงโดยคะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่า คะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติตามมาตรา 9(1) หรือ (2) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงและมีจำนวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น โดยคณะ กมธ. ร่วมกันพิจารณาแล้ว มีมติเห็นชอบตามร่างกฎหมายว่าด้วยประชามติของวุฒิสภา โดย พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.ในฐานะประธาน กมธ.ร่วมกัน ได้ลงนามในรายงานฉบับนี้แล้ว จะเสนอไปยังสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ในวันนี้ (4 ธ.ค.67) 

        นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า เบื้องต้นทราบว่า สว.จะนำเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ ขณะที่ สภาผู้แทนราษฑร จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 18 ธ.ค.67 หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับความเห็นของทั้งสองสภา เชื่อว่า สส.และ สว.จะยืนยันจุดยืนตัวเอง ซึ่งส่งผลให้ร่างกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ จะถูกแขวนรอไว้ 180 วัน จากนั้นหากสภาผู้แทนราษฎร ยังยืนยันในหลักการของตนเองจึงประกาศบังคับใช้ได้

        ตอบข้อถามผู้สื่อข่าวกรณีที่ต้องพักร่างกฎหมายฉบับนี้ 180 วัน หรือ 6 เดือน จะทำให้การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่สามารถดำเนินการทันในสมัยรัฐบาลชุดปัจจุบันหรือไม่ นั้น นายนิกร กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ทันสภาชุดปัจจุบันแน่นอน เพราะนอกจากต้องรอพักร่างกฎหมายไว้ 180 วันแล้ว ยังต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องอีก 1 เดือน จึงจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ ขณะที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องเชิญ กกต.และสำนักงบประมาณ มาหารือถึงแนวทางการใช้งบประมาณทำประชามติด้วย จากนั้นจึงส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ จึงเข้าสู่ขั้นตอนทำประชามติ รวมแล้วอาจต้องใช้เวลาเกือบ 1 ปี คาดว่าจะทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญได้ช่วงปลายเดือน ธ.ค.68 ถึงต้นเดือน ม.ค.69 จึงได้แก้รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 256 ดังนั้น จึงไม่น่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทันในสมัยรัฐบาลชุดปัจจุบัน ส่วนจำนวนการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ตนมองว่าต้องทำถึง 3 ครั้ง แม้ว่าจะสามารถตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหมได้ แต่ ก็มีเวลาไม่มากพอ หรืออาจต้องหารือกับ สว. ให้การแก้ไขเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึรัฐบาลอาจมีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในนามพรรคร่วมรัฐบาลเป็นร่างหลัก เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปในทางเดียวกัน

        นายวุฒิชาติ   กัลยาณมิตร สว. และในฐานนะโฆษก กมธ.ร่วมกัน กล่าวว่า สว.เคารพความเห็นของทุกฝ่าย หากแก้ไม่ทันก็ต้องมาพิจารณาแก้ไขเป็นรายมาตรา ย้ำว่า สว.ไม่ได้ยึดหลักเสียงข้างมากสองชั้นทั้งหมด หากจะแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ก็ต้องดูจะแก้เรื่องใด และประชาชนมีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 256 ขณะนี้ สว.ยังไม่มีความเห็น แต่ก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย

        ด้านนายกฤช  เอื้อวงศ์ โฆษก กมธ.ร่วมกัน กล่าวว่า หากต้องทำประชามติถึง 3 ครั้ง เคยก็อาจต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี ซึ่งจะพ้นอายุของสภาฯ ชุดปัจจุบัน แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ช่จะมี ส.ส.ร. มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ถ้าลดการทำประชามติเหลือ 2 ครั้ง เวลาจะสั้นลงอย่างน้อย 180 วัน ก็อาจทันอายุสภาฯ ชุดนี้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้คำตอบสุดท้ายว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง ส่วนการเสนอแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 จะต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วย

 

ณัฐพล สงวนทรัพย์ ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ