22 พ.ค. 68 - กมธ.ความมั่นคงฯ สผ. ติดตามสถานการณ์ความรุนแรงชายแดนใต้-คืบหน้ายุทธศาสตร์ดับไฟใต้ จี้รัฐบาลเดินหน้าจริงจัง กระบวนการพูดคุยสันติสุข เตรียมลงพื้นที่รับฟังผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

 

image

         นายรอมฎอน ปันจอร์ กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมาธิการฯ วาระพิจารณาสถานการณ์ความรุนแรง ยุทธศาสตร์ภาครัฐ และกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเชิญนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้มอบหมายนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาแทน นอกจากนั้น ยังมีตัวแทนสำนักข่าวกรองแห่งชาติ นักวิชาการ ตัวแทนภาคประชาสังคมในพื้นที่ เข้าร่วม
          นายรอมฎอน กล่าวว่า ที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ โดยช่วงที่ผ่านมาเกิดเหตุความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนคล้ายกับ 10 ปีแรกที่เกิดเหตุความรุนแรง ตั้งแต่ปี 2547 โดยความรุนแรงต่อพลเรือนผู้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยตรง ทั้งเด็ก เยาวชน บุคคลในสมณเพศ บุคคลที่เกี่ยวกับศาสนา เป็นภาวะตึงเครียด ทำให้เกิดการเผชิญหน้า ก่อให้เกิดความบาดหมางระหว่างชุมชนตามมา
          ด้านตัวแทนหน่วยงานได้ร่วมประเมินสถานการณ์ความรุนแรงว่าน่าจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น มีเพียงบางหน่วยงาน อย่างสำนักข่าวกรองแห่งชาติที่ประเมินว่าผลกระทบความรุนแรงมีแนวโน้มจะลดลง เป็นผลมาจากการสูญเสียความชอบธรรมของขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (บีอาร์เอ็น) จากการวิจารณ์ ถูกประณาม และมีการเรียกร้องให้ยุติการใช้กำลังกับพลเรือน
          นายรอมฎอน กล่าวว่า ตนได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การดับไฟใต้ของรัฐบาล จากข้อสั่งการของนายภูมิธรรม เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ว่าจะทบทวนแนวทางการแก้ไขปัญหาของภาครัฐและได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกร่างยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ฉบับใหม่ ซึ่งผ่านมาแล้ว 5 เดือน จึงต้องทวงถาม โดยเลขาธิการ สมช. ซึ่งรับผิดชอบโดยตรง ชี้แจงว่ายุทธศาสตร์ใหม่ได้ข้อสรุปแล้วหลังจากที่ยกร่างกันมาระยะหนึ่ง ผ่านการเปิดรับฟังความเห็นและถกเถียงกันภายใต้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้ข้อสรุปแล้ว แต่ยังไม่อนุมัติ เนื่องจากต้องผ่านที่ประชุมของ สมช. และบางประเด็นต้องขอมติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีอยู่ 2-3 ประเด็นที่คิดว่าสำคัญ คือ ยุทธศาสตร์ใหม่ เน้นเรื่องการยุติความรุนแรง ที่กระทบต่อประชาชนเฉพาะหน้า ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันจะเปิดช่องทางให้กับผู้ที่เห็นต่างได้กลับคืนสู่สังคม ซึ่งเลขาธิการ สมช. ย้ำว่าไม่ใช่อันเดียวกับคำสั่งเมื่อ 40 ปีที่แล้ว แต่เป็นการปรับแนวคิดประยุกต์ต่าง ๆ เพื่อให้เข้ากับบริบทปัจจุบันและสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
          คณะกรรมาธิการฯ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควร เน้นเรื่องการพูดคุยสันติสุข ซึ่งรัฐบาลยังยืนยันที่จะเดินหน้าต่อภายใต้เงื่อนไขขอให้ทางบีอาร์เอ็นยุติความรุนแรงเสียก่อน แต่ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร โดยการเจรจาสันติสุขถูกกำหนดไว้ในวัตถุประสงค์นโยบายของการบริหาร และการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย มีหลักการที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยกับการบังคับใช้กฎหมาย การลด ละ เลิก การใช้กำลังกับพลเรือน ขณะเดียวกันความพยายามให้มีการศึกษาการกระจายอำนาจที่เหมาะสมและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ป้องกันไม่ให้มีการแบ่งแยกดินแดน และสุดท้ายต้องรวบรวมศึกษาบทเรียนความรุนแรงในอดีต ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการพูดคุยหลัก ๆ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นว่ารัฐบาลไทยยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ และต้องการให้เปิดช่องเพื่อให้เกิดการพูดคุยสันติภาพมากขึ้นหลังจากนี้
          ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ มีกำหนดการจะเดินทางลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในพื้นที่ ขณะเดียวกันจะได้นำข้อเสนอของคณะกรรมาธิการฯ ส่งไปให้รัฐบาล ซึ่งมีทั้งระยะสั้นที่รัฐบาลสามารถทำได้เลย และระยะยาวที่จะต้องศึกษาขับเคลื่อนต่อไป ซึ่งที่ประชุมเห็นตรงกันว่าท้ายที่สุดอาจจะต้องมีทางเลือกในทางการเมืองที่เหมาะสมและอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องเปิดพื้นที่ให้กับประชาชนด้วย
          นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังพร้อมจะเป็นกลไกสร้างพื้นที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยอย่างต่อเนื่องและร่วมผลิตข้อเสนอที่ดีที่สุดหลังจากนี้ เพื่อส่งไปยังรัฐบาลต่อไป

ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ