ประธานรัฐสภา ยืนยันมีอำนาจบรรจุระเบียบวาระแก้ รธน.

ทัดดาว ทองอิ่ม

14 ก.พ. 2568 13:35 น.465 ครั้ง
แชร์LINE
ประธานรัฐสภา ยืนยันมีอำนาจบรรจุระเบียบวาระแก้ รธน.

14 ก.พ. 68 - ประธานรัฐสภา ยืนยันมีอำนาจบรรจุระเบียบวาระแก้รัฐธรรมนูญ พร้อมย้ำต้องถามความต้องการของรัฐสภา ก่อนทำประชามติถามประชาชน สอดคล้องคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 21/2567

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ภายหลังองค์ประชุมในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาไม่ครบ ในวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1) เป็นวันที่สอง ว่า ตนในฐานะประธานรัฐสภาและประธานในที่ประชุมฯ และเป็นผู้บรรจุญัตติในระเบียบวาระ ซึ่งมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภในการแก้รัฐธรรมนูญ โดยส่วนใหญการอภิปรายจะยกคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ที่ให้ทำประชามติก่อน ซึ่งนายชูศักดิ์ ศิรินิล และพรรคเพื่อไทย เสนอญัตติให้รัฐสภาพิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง ในตอนไหน ประธานรัฐสภามีอำนาจบรรจุระเบียบวาระเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งรายมาตราหรือทั้งฉบับหรือไม่ และสมาชิกรัฐสภามีอำนาจเสนอญัตติแก้ได้หรือไม่
ประธานรัฐสภา ยกคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ 21/2567 พร้อมชี้แจงว่าสาระสำคัญของคำสั่งที่ไม่ค่อยมีผู้อ่านหรือถูกพูดถึง และตนในฐานะประธานในที่ประชุม พยายามจะชี้แจง แต่กลับกลายเป็นว่าไม่เป็นกลางและเสียเวลา จึงขอชี้แจงว่า คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 21/2567 ระบุว่าสมาชิกรัฐสภามีหน้าที่ออกกฎหมายและแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นรายมาตราหรือทั้งฉบับ หากเข้าข่าย เช่น สมาชิกรัฐสภาจำนวนเท่าใดเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ส่วนการบรรจุญัตติแก้รัฐธรรมนูญ ประธานรัฐสภาสามารถบรรจุะเบียบวาระได้หรือไม่ หรือต้องทำประชามติก่อน ศาลตอบชัดเจนว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภา
ส่วนประเด็นว่าต้องทำประชามติก่อนหรือไม่ ประธานรัฐสภา กล่าวว่า คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2567 อาจจะต่างกับปี 2564 บ้าง โดยปี 2567 ระบุว่า หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติเสียก่อน ซึ่งการที่รัฐสภาต้องการหรือไม่นั้น ตนได้นำประเด็นนี้หารือต่อคณะที่ปรึกษาทางกฎหมายของประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า เห็นควรให้บรรจุระเบียบวาระแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ และมีการลงมติในที่ประชุมคณะที่ปรึกษาฯ ถึง 2 รอบ เสียงข้างมากบอกว่าบรรจุได้ โดยองค์กรที่ปรึกษากฎหมายนั้น มีการสอบถามกันมาตั้งแต่สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาฯ ซึ่งขณะนั้นเสียงข้างมากเห็นว่าไม่ควรบรรจุ และต่อมาเมื่อมีการร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และมีคำสั่งปี 2567 ออกมาที่ว่า หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงต้องให้รัฐสภาพิจารณา เพื่อให้แน่ชัดว่ารัฐสภามีความต้องการ และหากรับหลักการ ตนก็ยังไม่ได้ให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) แต่จะให้ทำประชามติถามประชาชนเสียก่อน
ส่วนกรณีที่สมาชิกรัฐสภาไม่เข้าร่วมประชุมวาระพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ เพราะเกรงจะขัดคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญนั้น ประธานรัฐสภา ชี้ว่า ก็เป็นสิทธิ แม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็มีความเห็นไม่ตรงกัน เสียงข้างมาก ข้างน้อย คำสั่งกลาง เพียงแต่บอกว่า รัฐสภามีอำนาจหน้าที่และสมาชิกรัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่ ส่วนการทำประชามติ ไม่ได้ตอบชัดเจนว่าต้องทำตอนไหน ให้ไปตีความเอง ทั้งนี้ สรุปว่ายังเหลือญัตติที่ค้างการพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา จำนวน 3 ญัตติ คือ ขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรค 1 (2) และญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1) ของพรรคปรพชาชนและพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ประธานรัฐสภาต้องนัดหารืออีกครั้ง ว่าจะดำเนินการอย่างไร ไม่สามารถตอบได้ ส่วนการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ ในเรื่องอำนาจของประธานรัฐสภา ที่เป็นเรื่องความขัดแย้งในองค์กร จะต้องให้สมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อกัน 40 คน และต้องเสนอผ่านประธานรัฐสภาไปยังศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น

ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง