โครงการสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน กิจกรรมการเสวนาระดับชาติ วิกฤตเกิดน้อยด้อยคุณภาพ จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ณ อาคารรัฐสภา ภายหลังการเสวนาของรัฐมนตรี 4 กระทรวงและภาคเอกชนแล้ว มีการเปิดเวทีสัมมนากลุ่มย่อยเพื่อรับฟังความคิดเห็นและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก่อนที่ผู้แทนแต่ละกลุ่มจะนำเสนอสรุปผลการสัมมนา 4 หัวข้อ ณ ห้องจัดเลี้ยง B2-1 ชั้น B2 อาคารรัฐสภา ประกอบด้วย การส่งเสริมทัศนคติการมีบุตร มาตรการดูแลและสิทธิประโยชน์สำหรับแม่และเด็ก หลักประกันการศึกษาของรัฐอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และกฎหมายคุ้มครองแม่และเด็กสำหรับก้าวต่อไปของประเทศไทย
กลุ่มการส่งเสริมทัศนคติการมีบุตร รศ.ดร.มนสิการ กาญจนะจิตรา รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและอาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้แทนนำเสนอถึงผลการระดมความคิดเห็นของกลุ่ม ซึ่งพบถึงการให้สร้างระบบแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีบุตรและการสร้างครอบครัวใน 5 ด้าน ได้แก่ การดูแลเด็ก สถานที่ทำงาน การเงิน อนามัยการเจริญพันธุ์ และครอบครัว พร้อมเสนอให้กำหนดการส่งเสริมการเกิดเป็นวาระแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพหลัก และสื่อสารเรื่องการมีบุตรในเชิงบวก
กลุ่มมาตรการดูแลและสิทธิประโยชน์สำหรับแม่และเด็ก นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นำเสนอผลการระดมความคิดเห็นว่า เสนอให้เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ประชาชนเริ่มวางแผนมีบุตรหรือตั้งครรภ์ เข้ากับระบบฝากครรภ์และการรับสวัสดิการโดยอัตโนมัติ เพื่อลดปัญหาการตกหล่นและช่วยให้ครอบครัวเข้าถึงสิทธิได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนกลุ่มหลักประกันการศึกษา ดร.วรรณี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เสนอผลการระดมความคิดเห็นของกลุ่มว่า ให้สร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตในระดับพื้นที่ ผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ จัดระบบดูแลเด็กกลุ่มเปราะบาง ยกระดับสมรรถนะและสุขภาวะของครู จัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรม และพัฒนาฐานข้อมูลด้านการศึกษาร่วมกัน
ขณะที่ กลุ่มกฎหมายคุ้มครองแม่และเด็ก นายกิตติพศ กำเหนิดฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงข้อเสนอเชิงนโยบายที่ระดมความคิดเห็นได้ ว่าให้เร่งผลักดันร่างกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ ร่างกฎหมายควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก ร่างกฎหมายคุ้มครองเด็กจากสื่อออนไลน์ และร่างกฎหมายส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พร้อมเสนอให้ขยายสิทธิประกันสังคมแก่แรงงานนอกระบบ ยกระดับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และทบทวนกฎหมายว่าด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์
ทั้งนี้ ภายหลังการนำเสนอผลการระดมความคิดเห็นแล้ว นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวปิดการสัมมนาว่านโยบายส่งเสริมการมีบุตรต้องถ่ายทอดไปสู่หน่วยงานต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างทั้งทัศนคติที่เหมาะสมและหลักประกันให้แก่ครอบครัว ในขณะที่สภาผู้แทนราษฎรเตรียมจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานขนาดใหญ่ โรงงานอุตสาหกรรม และกระทรวงต่าง ๆ จัดตั้งศูนย์ดูแลเด็กเล็กในสถานที่ทำงาน ให้พนักงานสามารถนำบุตรมารับการดูแลก่อนเข้าสู่ระบบการศึกษา พร้อมเน้นย้ำว่านโยบายสร้างและพัฒนาคนต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล จึงต้องเร่งผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติให้แล้วเสร็จในรัฐบาลชุดนี้
ประธานรัฐสภายังเสนอให้กระจายอำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล ให้เข้ามาดูแลเด็กตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์จนถึงวัยเรียน รวมถึงลงทุนพัฒนาบริการร่วมในระดับตำบล เพื่อให้เด็กทุกคนเข้าถึงโอกาสได้อย่างทั่วถึงและคุ้มค่ากว่าการแยกดำเนินการในแต่ละโรงเรียน สำหรับขั้นตอนต่อไป กระทรวงสาธารณสุขจะเป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมและบูรณาการข้อเสนอจากกลุ่มย่อยทั้ง 4 ด้าน ส่วนสภาผู้แทนราษฎรจะจัดทำรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรี กระทรวง กรม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อประกอบการพิจารณาและนำข้อเสนอไปขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง