13 ก.ย. 69 - สว.เศรณี ขอรัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจา ไม่นำเงื่อนไขให้ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 บรรจุในความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ห่วงจำกัดสิทธิเกษตรกร เพิ่มต้นทุนการผลิตและความเสี่ยงทางกฎหมาย รวมถึงอาจนำไปสู่การกระจุกตัวของตลาดเมล็ดพันธุ์ พร้อมระบุว่า พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 รองรับพันธกรณีตามกรอบ WTO

image

        นายเศรณี อนิลบล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงข้อร้องเรียนของเกษตรกรเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากประเทศไทยยอมรับเงื่อนไขการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับปี 1991 (UPOV 1991) ในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งอาจนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว กรณีนี้แม้กรมวิชาการเกษตรระบุว่าได้เปิดรับฟังความคิดเห็นในภูมิภาคต่าง ๆ แล้ว แต่ยังมีเกษตรกรและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแสดงความกังวลต่อข้อเสนอตามเงื่อนไขการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา จึงขอให้รัฐบาลเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ก่อนการเจรจารอบต่อไปซึ่งมีกำหนดระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึง 6 ตุลาคม นี้

        นายเศรณี ระบุถึงข้อกังวลดังกล่าว จำนวน 7 ข้อ ว่าเป็นเรื่องของการจำกัดสิทธิของเกษตรกรในการเก็บและใช้เมล็ดพันธุ์ ผลกระทบต่อระบบการผลิตและการแบ่งปันเมล็ดพันธุ์ในชุมชน ต้นทุนการผลิตที่อาจเพิ่มขึ้น ข้อจำกัดในการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม ความเสี่ยงต่อการสูญเสียสิทธิในพันธุ์พืชให้แก่ต่างชาติ ความเสี่ยงทางกฎหมายจากการผสมข้ามพันธุ์ และการกระจุกตัวของตลาดเมล็ดพันธุ์ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ ดังนั้น จึงขอเสนอให้รัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจาดำเนินการ ด้วยการไม่นำเงื่อนไขให้ไทยเข้าเป็นภาคี UPOV 1991 บรรจุไว้ในบทว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชภายใต้ FTA ไทย-สหภาพยุโรป และไม่แก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เพื่อรองรับอนุสัญญาดังกล่าว โดยยังไม่ได้ประเมินผลกระทบและรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรอย่างรอบด้าน

        นายเศรณี เห็นว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มีกลไกคุ้มครองสิทธิที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก (WTO) อยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายตามแนวทาง UPOV 1991 หากการแก้ไขดังกล่าวอาจเพิ่มภาระและจำกัดสิทธิของเกษตรกรไทย

 

คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว

ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ