ศาสตราจารย์ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) และนายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมเสวนาวิชาการ หัวข้อ วิกฤตเกิดน้อยด้อยคุณภาพ ในโครงการสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน : กิจกรรมการเสวนาระดับชาติ วิกฤตเกิดน้อยด้อยคุณภาพ ณ ห้องสัมมนา B2 อาคารรัฐสภา ดำเนินรายการโดย นายณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์
ศาสตราจารย์ยศชนัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ กล่าวว่า วิกฤตเกิดน้อยด้อยคุณภาพต้องแก้ไขทั้งระบบ ไม่สามารถดำเนินการโดยกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ภายใต้แนวคิด เกิดได้ เกิดดี โตดี และเก่งดี โดยกระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนงานวิจัย เทคโนโลยี และเทคนิคที่เกี่ยวข้องร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนพัฒนาโอกาสทางการศึกษาให้เด็กทุกคนสามารถพัฒนาตนเอง เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งด้านการศึกษา ต้องสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน ไม่ว่าจะมีจุดเริ่มต้นอย่างไร เพื่อให้สามารถใช้โอกาสและประสบการณ์พัฒนาตนเอง สร้างอาชีพ และเติบโตเป็นกำลังคนที่มีคุณภาพ
ด้านนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัญหาเด็กเกิดน้อยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยกระทรวงสาธารณสุขมุ่งให้ทุกการเกิดมีความหมาย และเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งการส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้ผลตอบแทน 7 เท่า ขณะที่การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ผลตอบแทน 44 เท่า ทั้งจากการลดค่าใช้จ่าย การสร้างภูมิคุ้มกัน และการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ย้ำว่า ช่วง 2,500 วันแรกของชีวิตมีความสำคัญ ตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ ช่วงแรกเกิด 0–6 เดือน ระยะปฐมวัย 6–24 เดือน และก่อนวัยเรียน 2–5 ปี จึงต้องดูแลสุขภาพมารดาตั้งแต่ก่อนคลอด ส่งเสริมการฝากครรภ์ ให้ความรู้เรื่องวัคซีน ยาและวิตามิน รวมถึงสร้างความรู้ความเข้าใจให้บิดามีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูเด็ก เพื่อให้ทั้งแม่และเด็กมีสุขภาพแข็งแรง โดยกระทรวงสาธารณสุขจะมุ่งเน้นแนวคิดว่า ยิ่งเกิดน้อย ยิ่งต้องมีคุณภาพ
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวว่า การดูแลประชากรต้องสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัว เพราะไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กได้โดยลำพัง พร้อมยกระดับสวัสดิการให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย โดยเฉพาะโครงการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี สำหรับครอบครัวที่มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ทั้งนี้ กระทรวง พม. เน้นการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมบูรณาการฐานข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การจัดสวัสดิการมีความแม่นยำและตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยนำเทคโนโลยีและระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้สนับสนุนการดำเนินงาน
ขณะที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หากเด็กเกิดน้อยและผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้แรงงานในวัยทำงานขาดแคลน และกระทบต่อห่วงโซ่อุปสงค์และอุปทานภายในประเทศ จึงเห็นว่าภาคธุรกิจควรมีส่วนร่วมรับมือปัญหา เช่น การจัดให้มีศูนย์ดูแลเด็กเล็กสำหรับบุตรของแรงงาน เพื่อช่วยสร้างสมดุลและความรู้สึกที่ดีในการทำงาน ทั้งนี้ กระทรวง พม.จัดทำแผนยุทธศาสตร์ฝ่าวิกฤตประชากร 5 ด้าน ครอบคลุมการเสริมพลังวัยทำงาน เพิ่มคุณภาพและผลิตภัณฑ์ของเด็กและเยาวชน New Gen สร้างพลังผู้สูงอายุ เพิ่มโอกาสและเสริมสร้างคุณค่าคนพิการ และการสร้าง ระบบนิเวศที่เหมาะสม พัฒนาความมั่นคงของครอบครัว เพื่อสังคมที่ปลอดภัย
ส่วนนายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า เมื่อจำนวนประชากรเกิดใหม่ลดลงและผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องส่งเสริมสมดุลระหว่างเวลาทำงานกับเวลาส่วนตัว เพื่อให้ประชาชนมีเวลาใช้ชีวิต พร้อมยกตัวอย่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับการกระจายบริการสาธารณสุขและการศึกษาอย่างทั่วถึง รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการปรับตัวด้านเทคโนโลยี เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงและสร้างประชากรที่มีคุณภาพ
อรพรรณ ขันทองคำ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง