ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และมีหลักการและเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกันจึงเห็นชอบให้พิจารณาไปพร้อมกัน โดยมี นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ชี้แจงว่าร่างกฎหมายทั้งสองฉบับมุ่งปรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกอบกิจการวิทยุชุมชน ทั้งด้านแหล่งรายได้ การใช้คลื่นความถี่ และบทลงโทษ เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการขนาดเล็กสามารถดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม โดยยังคงหลักการให้วิทยุชุมชนมีรายได้เท่าที่จำเป็นต่อการบริหารสถานีและไม่เน้นการแสวงหากำไร
นางสาวแนน บุญธิดา ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับข้อกำหนดด้านเทคนิคว่า แม้ร่างกฎหมายจะกำหนดให้วิทยุชุมชนใช้กำลังส่งไม่เกิน 1 กิโลวัตต์ แต่เมื่อคำนวณในเชิงรัศมีการกระจายสัญญาณ จะส่งผลครอบคลุมพื้นที่ถึงประมาณ 20 กิโลเมตร หรือเทียบเท่ากับ 1 อำเภอ ซึ่งมีประชากรได้รับฟังข้อมูลไม่ต่ำกว่า 30,000–40,000 คน ด้วยเหตุนี้ การควบคุมเนื้อหาและโฆษณาจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาพบปัญหาข้อร้องเรียนจากทั้งประชาชนและกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับการโฆษณาสินค้า ผลิตภัณฑ์สุขภาพเกินจริง ซึ่งกระทบต่อประชาชนในวงกว้างเนื่องจากมีการส่งสัญญาณกระจายเสียงซ้ำๆ ในพื้นที่
ขณะที่ นายสุทนต์ กล้าการขาย รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา รายงานผลการศึกษาว่าแม้ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับมีเป้าหมายช่วยให้วิทยุชุมชนขนาดเล็กดำเนินงานต่อไปได้ แต่ยังมีรายละเอียดที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากผู้ทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงได้เปลี่ยนเข้าสู่ระบบใบอนุญาตตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 โดยใบอนุญาตมีอายุ 5 ปี ถึงปี 2572 จึงจำเป็นต้องกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ให้ชัดเจนและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
คณะกรรมาธิการมีข้อสังเกต 6 ประเด็น ได้แก่ 1. การกำหนดขอบเขตรายได้ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้วิทยุบริการชุมชนกลายเป็นกิจการทางธุรกิจโดยทางอ้อมและกระทบต่อผู้ประกอบการเดิม 2. การทบทวนความจำเป็นในการเพิ่มประเภทวิทยุภาคประชาชน เนื่องจากกฎหมายเดิมมีกิจการบริการชุมชนรองรับอยู่แล้ว 3. การพิจารณาสิทธิด้านรายได้ให้ครอบคลุมกิจการบริการสาธารณะที่มีข้อจำกัดในลักษณะเดียวกัน 4. การกำหนดอำนาจหน้าที่ด้านการแจ้งเตือนภัยพิบัติระหว่าง กสทช. กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้ชัดเจนและไม่ซ้ำซ้อน 5. การกำหนดบทลงโทษให้ได้สัดส่วนกับลักษณะความผิดและผลกระทบ และ 6. การจัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยเสนอให้นำข้อสังเกตเหล่านี้ไปประกอบการพิจารณาในชั้นรายละเอียดต่อไป
ภายหลังการอภิปรายของสมาชิกแล้ว ที่ประชุมวุฒิสภามีมติให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ด้วยคะแนนเห็นชอบ 151 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง พร้อมกันนี้ ที่ประชุมมีมติให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ด้วยคะแนนด้วยคะแนน 145 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง อีกทั้งมีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 21 คน ทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ และเปิดให้ สว.แปรญัตติภายใน 7 วัน ตามขั้นตอนการพิจารณากฎหมาย
คริส พุทธชาติ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง