ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณารายงานเรื่อง อดีต ปัจจุบัน และอนาคตประเทศไทย จะรุ่งหรือร่วงได้...ภายใต้ FTAs ซึ่งคณะกรรมาธิการการต่างประเทศพิจารณาเสร็จแล้ว โดย นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ ชี้แจงข้อเสนอสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การทบทวนการใช้ประโยชน์จาก FTA ที่มีผลบังคับใช้แล้ว การกำหนดท่าทีเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป และการจัดลำดับตลาดเป้าหมายในอนาคต เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีมากที่สุด
นายพรชัย กล่าวว่า ประเทศไทยมี FTA ที่มีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการค้ากว่าร้อยละ 57.3 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดของไทย หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 8.08 ล้านล้านบาท แต่พบว่าอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ยังมีความเหลื่อมล้ำกันสูง โดย FTA ไทย-ชิลี มีการใช้สิทธิสูงถึงร้อยละ 99.72 ในขณะที่ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งเป็นกรอบการค้าขนาดใหญ่ กลับมีสัดส่วนการใช้สิทธิเพียงร้อยละ 1.82 เท่านั้น จนถือเป็นยักษ์หลับ ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อย (SMEs) ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้ เกิดจากความซับซ้อนของกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTM) จึงเสนอให้ภาครัฐดำเนินการ ดังนี้ สร้างระบบเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์อัจฉริยะ รวบรวมฐานข้อมูลกฎระเบียบกลาง เร่งรัดมาตรฐานร่วม ผลักดันการยอมรับมาตรฐานสินค้าร่วมกับประเทศคู่ค้า และใช้ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ
นายพรชัย กล่าวอีกว่า สำหรับ FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงเจรจาสำคัญ ผลการศึกษาชี้ว่าอาจช่วยขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ร้อยละ 1.28 แต่รัฐจะสูญเสียรายได้จากอากรขาเข้าประมาณ 35,000–36,000 ล้านบาทต่อปี นายพรชัย จึงเน้นย้ำว่าไทยต้องเจรจาอย่างรัดกุม โดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหว กฎถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการสิ่งแวดล้อม ระบบการเข้าถึงยา การคุ้มครองพันธุ์พืช และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
ในส่วนของทิศทางอนาคต นายพรชัย เสนอให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญโดยเร่งรัดกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ความตกลงหุ้นส่วนไทย-เกาหลีใต้ ตลาดแคนาดา ตลอดจนกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) และกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก เพื่อขยายโอกาสทางการค้าอย่างยั่งยืน
คริส พุทธชาติ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง