นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงความเห็นต่อกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ก็พร้อมชี้แจง แต่ถ้าเป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ก็พร้อมยุบสภา พร้อมระบุการจะยุบสภาได้หรือไม่ เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี นั้น ตนมองว่านายกรัฐมนตรีน่าจะเข้าใจผิด เพราะกระบวนการในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ถูกกำหนดชัดว่าหากยื่นแล้ว และใช้คำว่าเสนอญัตติไม่ใช่การบรรจุญัตติสู่สภาผู้แทนราษฎร จะไม่สามารถยุบสภาได้ เพราะฉะนั้น จะไม่มีข้อบังคับการประชุมหรืออะไรที่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ
นายจุลพันธ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ระบุชัดเจนในเรื่องนี้ กำหนดว่าเมื่อมีการเสนอญัตติแล้วจะยุบสภาไม่ได้ เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ดังนั้น กรณีนี้คงไม่ใช่การดำเนินการตามใจนายกรัฐมนตรี แต่กระบวนการในการยื่นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 หรือมาตรา 152 นั้น ต้องตามใจตนในฐานะหัวพรรคเพื่อไทยเพราะเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน มีหน้าที่ในการตรวจสอบ ซึ่งกระบวนการตรวจสอบต้องมาพิจารณาว่าความผิดและความเสียหายต่อประเทศอยู่ในขั้นไหน ถ้าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ก็เป็นเพียงการเสนอแนะ รับฟังความคิดเห็น ซึ่งหากถามกลับถึงความเสียหายในเรื่องการไปแก้ไขคดีความข้อพิพาทในที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ และเรื่องการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หากพรรคเพื่อไทยให้ข้อเสนอแนะไป รัฐบาลจะแก้ไขหรือไม่ กระบวนการในการทุจริตคอรัปชั่น หากมีเกิดขึ้นแล้วพรรคเพื่อไทยเสนอแนะไป จะหยุดหรือไม่ ฉะนั้นคงไม่ใช่เรื่องของการเสนอแนะเพียงอย่างเดียว ต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ
ต่อข้อถามของผู้สื่อข่าวถึงความเห็นต่อกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่ารัฐบาลเพิ่งทำงานมาเดือนกว่า นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในขณะที่รัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ขึ้นสู่ตำแหน่ง และทางพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเพียงแค่สองสัปดาห์ ก็ได้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพียงแต่วันนั้นเสียงไม่พอ เพราะรวบรวมเสียงจากพรรคประชาชน (ปชน.) ยังไม่ได้ ประกอบกับเหตุการณ์ที่ น.ส.แพทองธาร ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ กระบวนการในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงได้ยุติไป ดังนั้น ตนจึงดูเรื่องความเสียหายต่อประเทศเป็นหลัก ตามที่มีความเป็นห่วงเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ต่างจากพรรคการเมืองอื่น ในชั้นคณะกรรมาธิการ จึงทำงานอย่างเต็มที่ แต่เรื่องการตรวจสอบรัฐบาล คงไม่ได้เอาเรื่องอื่นมาเป็นปัจจัย หากเกิดความเสียหายต่อประเทศ หน้าที่ของพรรคเพื่อไทยในการตรวจสอบคือทำงานได้เต็มที่ในสภา
ต่อข้อถามของผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมว่าหากดูไทม์ไลน์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 คือช่วงสิ้นเดือนธันวาคม 2568 และตามกรอบยุบสภาคือช่วงสิ้นเดือนมกราคม 2569 จึงเหลือเวลาประมาณ 1 เดือน กรอบเวลาในการยื่นอภิปรายจะไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ปัญหาไม่ใช่เรื่องกรอบเวลา ต่อให้เหลือเวลา 3 วันแล้วมีความเสียหายต่อประเทศ มีการทุจริตคอรัปชั่นแล้ว พรรคเพื่อไทยไม่สามารถมองข้ามได้ ต้องมีการตรวจสอบ หากพรรคเพื่อไทยไม่มีหลักฐานที่ดีพอ ไม่มีข้อมูลเป็นที่ประจักษ์ สุดท้ายความเสียหายก็จะเกิดกับพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้น พรรคเพื่อไทย จึงต้องระมัดระวัง และตอนนี้อยู่ในกระบวนการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ได้มากเพียงพอแล้ว มีการตั้งคณะทำงานภายในพรรคขึ้นมาเพื่อที่จะเตรียมการในเรื่องนี้ เชื่อได้ว่ากระบวนการที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและพรรคจะทำให้ดีที่สุด เพื่อชี้ให้เห็นถึงประเด็นปัญหา ที่มีรัฐบาลนี้อยู่ต่อไป แต่หากนายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจยุบสภา ก็ถือเป็นอำนาจ ตนบังคับไม่ได้
คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว / เรียบเรียง