2 ก.พ.69 - สว.ภิญญาพัชญ์ ระบุ แม้สภาปิดประชุม แต่ สว.และคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นยังทำงานเข้ม ลงพื้นที่ รับเรื่องร้องเรียน กลั่นกรองกฎหมายไม่กระทบสิทธิประชาชน พร้อมโชว์ผลงานดันสะพานวังสะพุง ศึกษาท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ตั้งเป้าปีที่ 2 เพิ่มรายได้ท้องถิ่นเป็น 35% และผลักดันระบบตรวจสอบโปร่งใสควบคู่การกระจายอำนาจ

image

        นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา เปิดเผยถึงบทบาทและทิศทางการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ ในช่วงปิดสมัยประชุมสภา โดยย้ำว่า แม้สภาจะปิดประชุม แต่ สว. และคณะกรรมาธิการยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น ทั้งการประชุมและการลงพื้นที่รับฟังปัญหาประชาชน นางสาวภิญญาพัชญ์ ระบุว่า บทบาทของคณะกรรมาธิการเปรียบเสมือน เครื่องกรอง หรือ ตะแกรงร่อนคุณภาพ ในการกลั่นกรองกฎหมาย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่เป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ซึ่งเปรียบเสมือนการฉายสปอตไลท์ไปยังปัญหาต่าง ๆ เพื่อกดดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ เผยว่าในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา มีการลงพื้นที่แล้วมากกว่า 14 ครั้งทั่วประเทศ เพื่อรับฟังปัญหาจริงจากพื้นที่ ตัวอย่างความสำเร็จที่เห็นผลชัดเจน คือ การผลักดันโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเลย ที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2570 รวมถึงการแก้ไขปัญหาจอกแหนในอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำหมาน ในเชิงนโยบาย คณะกรรมาธิการอยู่ระหว่างการศึกษาและผลักดันแนวคิด ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ หรือโครงการมหานคร ในจังหวัดที่มีศักยภาพสูง อาทิ ภูเก็ตมหานคร และเชียงใหม่มหานคร เพื่อรองรับการท่องเที่ยว รวมถึงการขยายผลไปยังพื้นที่อื่น เช่น หาดใหญ่ แม่สอด เกาะสมุย และเมืองอุตสาหกรรมอย่างสมุทรสาคร เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการตนเองได้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ นอกจากนี้ ยังผลักดันการถ่ายโอนภารกิจด้านการจราจรให้ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เช่น กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ดูแลเอง

        สำหรับทิศทางการทำงานในปีที่ 2 นางสาวภิญญาพัชญ์ ระบุว่า จะเน้นการติดตามและประเมินผลการทำงานของหน่วยงานรัฐอย่างจริงจัง ว่าได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เพิ่มเป็น 35% ของรายได้รัฐบาล รวมถึงการผลักดันให้ท้องถิ่นได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานแห่งชาติในอัตราเต็มเพดาน 10% จากปัจจุบันที่ได้รับจริงเพียง 5% เพื่อนำงบประมาณไปใช้ดูแลสิ่งแวดล้อมและแก้ไขปัญหาขยะ ในประเด็นการจัดการขยะ คณะกรรมาธิการเสนอแนวทางส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในการแปรรูปขยะ และสนับสนุนให้ท้องถิ่นขนาดเล็กรวมกลุ่มกันบริหารจัดการในลักษณะคลัสเตอร์ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและประสิทธิภาพ ส่วนข้อกังวลว่าการกระจายอำนาจอาจนำไปสู่ปัญหา เจ้าพ่อท้องถิ่น สว.ภิญญาพัชญ์ มองว่า จำเป็นต้องสร้างระบบตรวจสอบโดยภาคประชาชนผ่านระบบดิจิทัลที่โปร่งใส ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ทำงานสุจริตสามารถอยู่ได้ ขณะที่ผู้มีอิทธิพลไม่สามารถแทรกแซงระบบได้

         นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงงานท้องถิ่นเข้ากับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเสนอแนวทางแก้ไขใน 3 ระดับ ได้แก่ การใช้กลไกท้องถิ่นให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยสอดส่องและเตือนภัยประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อขบวนการบัญชีม้า การบูรณาการการทำงานระหว่างท้องถิ่น ตำรวจไซเบอร์ และสถาบันการเงิน เพื่อให้สามารถอายัดบัญชีได้อย่างรวดเร็ว และการผลักดันการแก้ไขกฎหมายให้ทันต่อรูปแบบอาชญากรรม โดยจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมที่สามารถสั่งระงับบัญชีได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงการขยายผลกฎหมายฟอกเงินเพื่อจัดการกับผู้บงการ

        ท้ายที่สุด ในประเด็นกฎหมายสมรสเท่าเทียม นางสาวภิญญาพัชญ์ ย้ำว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือเป็นด่านหน้าในฐานะนายทะเบียน จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมบุคลากรให้ปฏิบัติงานโดยไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมทั้งปรับปรุงสวัสดิการข้าราชการท้องถิ่น เพื่อให้คู่สมรสทุกเพศได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม สร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

 

อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ