7 ก.พ.69 - รองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา ระบุ ปี 2577 ไทยจะเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" อย่างเต็มรูปแบบ มองรายได้เป็นปัญหาหลัก กระทบสุขภาพ-คุณภาพชีวิต-ถูกทอดทิ้ง ขอรัฐเร่งส่งเสริมออมเงินตั้งแต่วัยทำงาน จ้างงานผู้สูงอายุ

image

          นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา กล่าวถึงภาพรวมคุณภาพชีวิตคนไทยในสังคมผู้สูงอายุว่า ในปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสู่วัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2577 ประเทศไทยจะมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มสูงถึงประมาณร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" อย่างเต็มรูปแบบ สถานการณ์ดังกล่าวได้สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประชากรได้อย่างชัดเจน คือ จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ในขณะที่ประชากรวัยทำงานและอัตราการเกิดของเด็กลดลง ส่งผลให้ภาระการดูแลผู้สูงอายุตกอยู่กับประชากรวัยทำงานมากขึ้น โดยปัจจุบันการดำเนินงานด้านนโยบายผู้สูงอายุของรัฐยังให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพและการจัดสวัสดิการเป็นหลัก เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุหรือสวัสดิการเฉพาะหน้า แต่มองว่ายังขาดการเชื่อมโยงการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ช่วงวัยทำงานอย่างเป็นระบบ ดังนั้นเรื่องที่น่าเป็นกังวล คือ รายได้เงินออมหลังเกษียณ ซึ่งขาดระบบการดูแลอย่างเหมาะสมในสังคมสูงวัย โดยผู้สูงอายุจำนวนมากส่วนใหญ่ไม่มีบำนาญ และเงินออมระยะยาวที่พึงพาเบี้ยยังชีพไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบันที่สูงขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุในปัจจุบันยังต้องทำงาน เพราะยังมีความจำเป็นไม่ใช่ความสมัครใจ แต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตในระยะยาวได้ 
          นอกจากนี้ นางสาวอัจฉรพรรณ มองว่า ปัญหาของผู้สูงอายุไม่สามารถแยกออกจากเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ ทั้งปัญหาสุขภาพ รายได้ และการถูกทอดทิ้งจากระบบรัฐ เพราะเรื่องเหล่านี้ล้วนมีความเชื่อมโยงกันทั้งหมด แต่หากพิจารณาจากปัญหาหลัก จะอยู่ที่ปัญหารายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากหากผู้สูงอายุมีรายได้ไม่เพียงพอก็จะส่งผลกระทบไปยังปัญหาสุขภาพและการเข้าถึงคุณภาพชีวิตโดยรวม และจะรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ดังนั้นมองว่าการแก้ปัญหาผู้สูงอายุจำเป็นต้องบูรณาการ โดยเริ่มจากโครงสร้างความมั่นคงทางรายได้ควบคู่กับไปการดูแลสุขภาพ และพัฒนาสวัสดิภาพของรัฐให้สอดคล้องกับสังคมสู่วัยอย่างแท้จริง
ทั้งนี้เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสู่วัยอย่างเต็มรูปแบบจะเกิดความเสี่ยงแบบใด นางสาวอัจฉรพรรณ กล่าวว่า จะเกิดความเสี่ยงทางความมั่นคงของรายได้ เพราะจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประชากรวัยทำงานลดลง ส่งผลกระทบให้รายได้จากการทำงานและฐานภาษีของประเทศไทยหดตัวลงด้วย ฐานของผู้สูงอายุยังขาดเงินออมในเรื่องของบำนาญ โอกาสการทำงานหลังเกษียณยังเหมาะสม ทำให้ปัญหาของผู้สูงอายุยากจนจะขยายตัวในวงกว้าง 
          ขณะที่ความเสี่ยงด้านสุขภาพ การพึงพิงโดยเฉพาะโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น ภาวะสมองเสื่อม ผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียง จะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ซึ่งจะต้องมีการดูแลในระยะยาว หากระบบบุคลากรในการดูแลยังไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและครอบครัวผู้ดูแล และความเสี่ยงด้านโครงสร้างครอบครัวและสังคม เพราะปัจจุบันครอบครัวมีขนาดเล็ก ผู้สูงอายุมีจำนวนมาก ซึ่งหากขาดเครือข่ายในชุมชนหรือการสนับสนุนจากรัฐหรือท้องถิ่น ก็จะนำไปสู่ปัญหาความโดดเดี่ยวหรือถูกทอดทิ้ง รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตของผู้สูงอายุด้วย
          นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงของรัฐ โดยเฉพาะความยั่งยืนของระบบสวัสดิการ ที่ยังไม่ได้เน้นปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การเพิ่มงบประมาณสวัสดิการ โครงสร้างรายได้ การออม การจ้างงาน การจัดสวัสดิการ และรวมถึงความเสี่ยงต่อการจัดการในเรื่องของความพร้อมควบคู่กับการพัฒนาดูแล ทั้งนี้มองว่าเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ และจะเป็นการสร้างภาระด้านงบประมาณของรัฐในระยะยาวด้วย ดังนั้นควรมีการส่งเสริมการออมตั้งแต่วัยทำงานเพื่อสร้างหลักประกันรายได้หลังเกษียณ รวมถึงการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุด้วย

 

คริส  พุทธชาติ ข่าว/เรียบเรียง (แฟ้มภาพ)

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ