ที่ประชุมวุฒิสภา รับทราบรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ความท้าทายและข้อเสนอแนะในการเตรียมการของอุตสาหกรรมไทยต่อมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา พิจารณาเสร็จแล้ว พร้อมเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของ กมธ. และมีมติให้ส่งไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป
นายเอกชัย เรืองรัตน์ ในฐานะรองประธาน กมธ.และ ประธานอนุ กมธ.การพาณิชย์ ธุรกิจคนต่างด้าวและมาตรการทางภาษี ใน กมธ.พร้อมคณะ ได้กล่าวถึงผลการพิจารณาศึกษารายงานดังกล่าวว่า ในช่วงที่ทั้งโลกให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สหภาพยุโรป (EU) ได้ออกมาตรการ CBAM ภายใต้นโยบาย European Green Deal ที่มีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ในปี ค.ศ.2050 เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน โดยมาตรการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคทางการค้า แต่เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ความสามารถในการแข่งขัน และห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมไทยที่มุ่งสู่ตลาด EU กมธ.จึงได้จัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้น โดยรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยมาตรการ CBAM จะบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่ต้นปี 2569 โดยกำหนดให้สินค้านำเข้าที่กระบวนการผลิตปล่อยคาร์บอนสูงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ครอบคลุมสินค้า 6 กลุ่มแรก ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า ซีเมนต์ อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฮโดรเจน และไฟฟ้า แม้ไทยส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไป EU ไม่มากนัก แต่ กมธ. เห็นว่ามาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมในภาพรวม ทั้งด้านต้นทุนที่สูงขึ้น ความสามารถในการแข่งขัน และความจำเป็นที่ต้องพัฒนาระบบวัดและรายงานการปล่อยก๊าซ (MRV) ให้ได้มาตรฐานสากล
ทั้งนี้ กมธ.ได้มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการใน 3 ด้าน คือ การส่งเสริมภาคธุรกิจให้ปรับใช้เทคโนโลยีสะอาดพร้อมจัดตั้งกองทุนสนับสนุน เร่งออกกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและพัฒนาระบบตรวจวัดคาร์บอนที่น่าเชื่อถือ และเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเอื้อต่อการใช้พลังงานสะอาด พร้อมย้ำว่า CBAM ไม่ใช่เพียงอุปสรรคทางการค้า แต่เป็นตัวเร่งสำคัญที่ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่คาร์บอนต่ำ ซึ่งหากปรับตัวได้ก่อนจะเป็นโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกระยะยาว
ด้านสมาชิกวุฒิสภา ได้อภิปรายแสดงความเห็นในหลายประเด็น อาทิ นายชีวภาพ ชีวะธรรม ได้กล่าวชื่นชมรัฐสภาไทยที่มีความกล้าหาญในการประกาศตัวเป็นรัฐสภาสีเขียว (Green Parliament) เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่หน่วยงานระดับชาติแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาโลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นย้ำความสำคัญของพื้นที่สีเขียวในการดูดซับคาร์บอนและสนับสนุนการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดมลพิษ พร้อมเห็นด้วยกับการผลักดันร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่ครอบคลุมการเก็บค่าธรรมเนียมและค่าปรับในทุกภาคส่วน แต่ขอคัดค้านการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดกฎหมายป่าไม้ เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าที่ฟื้นฟูแล้ว ซึ่งขัดต่อทิศทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระดับสากลและมาตรการ CBAM
ขณะที่ นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ อภิปรายแสดงความกังวลว่าไทยยังขาดความพร้อมด้านกฎหมายและระบบรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานสากล อาจทำให้อุตสาหกรรมเหล็กและอลูมิเนียมถูกเก็บภาษีคาร์บอนสูงถึง 5,000–7,000 บาท/ตัน จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งเจรจาให้หน่วยงานทวนสอบของไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลประเมินคาร์บอน ผลิตบุคลากรเฉพาะทาง และส่งเสริมโมเดลการแยกประเภทไฟฟ้าสีเขียว (Green Electricity) เพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง