24 มี.ค  69 - สว.เรียกร้องรัฐบาลชุดใหม่ ชี้แจงโรดแมพแก้ รธน. หลังประชาชน 21 ล้านเสียงลงประชามติต้องการ รธน.ฉบับใหม่ หวังรัฐบาลมีความชัดเจนบรรจุเป็นวาระในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา 

 

image

            นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร พร้อมด้วย นายวีรยุทธ สร้อยทอง นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ และนางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ร่วมกันแถลงข่าวติดตามความชัดเจนและโรดแมพการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลชุดใหม่

           นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ผลประชามติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สะท้อนเสียงประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงที่เห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงต้องการทราบว่ารัฐบาลจะเดินหน้ากระบวนการดังกล่าวอย่างไร พร้อมยอมรับว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องแก้ไข อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนจำนวนมากที่คาดหวังเห็นความชัดเจนในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศแผนงานและกรอบเวลาที่ชัดเจน รวมถึงสอบถามว่ารัฐบาลจะบรรจุประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ในแผนการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาหรือไม่ โดยเชื่อว่าการเริ่มต้นกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศ ลดความขัดแย้งทางการเมือง และทำให้ระบบการเมืองมีความชอบธรรมมากขึ้น

            ด้านนายวีรยุทธ สร้อยทอง กล่าวว่า ที่ประชุมวุฒิสภาเพิ่งพิจารณารายงานการศึกษาทบทวนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และรูปแบบการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ของคณะกรรมาธิการด้านการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งมีความสอดคล้องกับผลประชามติที่สะท้อนความต้องการของสังคมไทยในการปรับปรุงรัฐธรรมนูญ พร้อมเห็นว่าขณะนี้แม้ประเทศจะเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง แต่การวางแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะกลางและระยะยาวเพื่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จำเป็นต้องพิจารณากฎหมายสูงสุดของประเทศควบคู่กันไป จึงเรียกร้องให้รัฐบาลสื่อสารแนวทางดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประชาชนอย่างชัดเจน

            ขณะที่นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ ระบุว่า นับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียงร้อยละ 1–2 ต่อปี ขณะที่หลายประเทศในอาเซียนเติบโตสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนว่ารัฐธรรมนูญมีผลต่อศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ ยังเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันส่งผลให้เสถียรภาพรัฐบาลไม่ต่อเนื่อง โดยในช่วงประมาณ 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเปลี่ยนรัฐบาลถึง 3 ครั้ง จึงตั้งคำถามว่าโครงสร้างทางการเมืองในลักษณะดังกล่าวจะสามารถผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้อย่างไร พร้อมย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถดำเนินควบคู่กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ โดยเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่าหากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะช่วยสร้างความโปร่งใสและเปิดช่องให้มีการตรวจสอบองค์กรอิสระได้มากขึ้น

อรพรรณ ขันทองคำ ข่าว/เรียบเรียง

 

 

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ