30 มี.ค. 69 – สว.นรเศรษฐ์ อภิปรายรายงาน กมธ.ปกครองท้องถิ่นฯ วุฒิสภา ระบุโรงไฟฟ้าพลังงานขยะอาจไม่ใช่คำตอบของการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ หากผลักดันโดยไม่รอบคอบอาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน พร้อมเสนอให้รัฐบาลจัดลำดับนโยบายใหม่ โดยยึดการลดขยะต้นทางเป็นหลัก และใช้โรงไฟฟ้าขยะเป็นทางเลือกสุดท้าย

image

            นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายต่อที่ประชุมวุฒิสภา ระหว่างการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการขยะมูลฝอย โดยระบุว่าการผลักดันโรงไฟฟ้าพลังงานขยะอย่างไม่รอบด้าน อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนในหลายพื้นที่ของประเทศ เพราะจากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในหลายจังหวัดที่มีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ พบว่าประชาชนจำนวนมากยังมีความกังวลและคัดค้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สะท้อนว่าโรงไฟฟ้าขยะอาจไม่ใช่ทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับ

            นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อโดยตั้งข้อสังเกตต่อรายงานของคณะกรรมาธิการ 4 ประเด็นสำคัญ ประเด็นแรก คือ เสียงของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอาจไม่ได้ถูกสะท้อนอย่างแท้จริงในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น โดยยกตัวอย่างกรณีจังหวัดอุดรธานี ที่แม้โครงการจะได้รับใบอนุญาตแล้ว แต่รายงานรับฟังความคิดเห็นจัดทำมาตั้งแต่ปี 2561 ทั้งที่ในเวลานั้นยังไม่สามารถระบุจุดก่อสร้างได้อย่างชัดเจน จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ความคิดเห็นของประชาชนถูกนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจจริงหรือไม่ อีกทั้งกระบวนการประชาพิจารณ์ในหลายพื้นที่ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านจำนวนผู้เข้าร่วม ระยะเวลา และข้อมูลที่ได้รับ ส่วนประเด็นที่สอง คือ ช่องโหว่เชิงโครงสร้างด้านกฎหมายและสิ่งแวดล้อม โดยเห็นว่าการยกเว้นการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในบางกรณี และใช้เพียงรายงานรับฟังความคิดเห็นแทน อาจทำให้มาตรฐานการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมอ่อนตัวลง ขณะเดียวกันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งยังไม่สามารถถอนตัวจากโครงการได้ แม้ประชาชนจะคัดค้าน เนื่องจากได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับภาคเอกชนไว้แล้ว ประเด็นที่สาม คือ บทเรียนจากต่างประเทศ ซึ่งชี้ว่าโรงไฟฟ้าพลังงานขยะไม่ใช่คำตอบของการจัดการขยะทั้งหมด และยังมีความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งการตั้งโครงการในพื้นที่ไม่เหมาะสม การมีส่วนร่วมของประชาชนที่ไม่แท้จริง และปัญหาการผูกพันตามสัญญาระหว่างท้องถิ่นกับเอกชน โดยเมื่อมีการทำสัญญาแล้ว ท้องถิ่นจำเป็นต้องหาขยะมาป้อนโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจขัดแย้งกับหลักการจัดการขยะตามแนวคิด 3Rs ได้แก่ Reduce, Reuse และ Recycle ส่วนประเด็นที่สี่ คือ ปัญหาหลักของประเทศไทยยังคงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยเน้นการกำจัดขยะขั้นสุดท้าย มากกว่าการลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง ทั้งที่แนวทางสากลให้ความสำคัญกับการลดขยะ การใช้ซ้ำ และการรีไซเคิล ก่อนจะใช้การเผาเป็นทางเลือกสุดท้าย

           นายนรเศรษฐ์ จึงเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญใหม่ โดยกำหนดให้การลดขยะต้นทางเป็นนโยบายหลัก และใช้โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเป็นทางเลือกสุดท้าย พร้อมเสนอให้การคัดแยกขยะต้นทางต้องไม่เป็นเพียงความสมัครใจ แต่ควรมีมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน นอกจากนี้ ยังเสนอให้ยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจโครงการ กำหนดให้โรงไฟฟ้าพลังงานขยะทุกขนาดต้องจัดทำรายงาน EIA และมีระบบตรวจสอบสิ่งแวดล้อมที่โปร่งใส ควบคู่กับการวางผังพลังงานให้สอดคล้องกับผังเมือง เพื่อกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงไฟฟ้า รวมถึงปฏิรูประบบกฎหมายด้านการจัดการขยะทั้งระบบ และเพิ่มความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดขยะ เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมแก้ปัญหาขยะของประเทศอย่างยั่งยืน

อรพรรณ ขันทองคำ ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ