การประชุมร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาเรื่องด่วนคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นวันที่ 2 โดยนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา เป็นประธานในที่ประชุม ได้แจ้งสรุปเวลาคงเหลือก่อนสมาชิกรัฐสภาเริ่มอภิปราย ว่า ประธานในที่ประชุม ได้เวลาที่รับจัดสรร 1 ชั่วโมง คงเหลือ 28 นาที คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เวลาที่รับจัดสรร 6 ชั่วโมง คงเหลือ 4 ชั่วโมง 31 นาที สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้เวลาที่รับจัดสรร 4 ชั่วโมง คงเหลือ 1 ชั่วโมง 41 นาที สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ฝ่ายรัฐบาล ได้เวลาที่รับจัดสรร 5 ชั่วโมง 30 นาที คงเหลือ 1 ชั่วโมง 41 นาที สส.ฝ่ายค้าน ได้เวลาที่รับสรร 14 ชั่วโมง 30 นาที คงเหลือ 6 ชั่วโมง 36 นาที รวมคงเหลือ 14 ชั่วโมง 57 นาที
จากนั้น นายรังสิมันต์ โรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายเกี่ยวกับนโยบายการปราบปรามสแกมเมอร์ กลุ่มทุนสีเทา รวมถึงประเด็นการทุจริตคอร์รัปชัน โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องในการดำเนินงานของรัฐบาลปัจจุบัน ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานในรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งมีบุคคลบางรายดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่อเนื่อง
นายรังสิมันต์ ยกกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการลงนามความร่วมมือโครงการสแกนม่านตา ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนสีเทา โดยระบุว่าในช่วงที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ คดีดังกล่าวถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาแล้ว แต่ไม่ทราบว่าคดีดังกล่าวจะมีความคืบหน้าเช่นเดียวกับคดีของตนหรือไม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการแต่งตั้งบุคคลเป็นรัฐมนตรี โดยเปรียบเทียบกรณีของนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งเนื่องจากมีคดีอยู่ในดีเอสไอ ขณะที่อีกกรณีหนึ่งซึ่งเรื่องถูกส่งถึง ป.ป.ช. แล้ว กลับสามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ จึงตั้งคำถามถึงหลักเกณฑ์และมาตรฐานในการพิจารณา
นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ ยังอภิปรายถึงกรณีการตรวจยึดน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวถึงในฐานะเจ้าของกิจการ และพบว่ามีคลังน้ำมันหลายแห่ง ปริมาณหลายล้านลิตร พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินการของภาครัฐเป็นไปอย่างล่าช้า ทั้งที่มีข้อมูลความเชื่อมโยงทางธุรกิจและความสัมพันธ์ทางการเงินกับบุคคลในแวดวงการเมือง รวมถึงประเด็นการบริจาคเงินให้พรรคการเมือง โดยหากรัฐบาลยึดหลักพิจารณาการกระทำมากกว่าตัวบุคคล กรณีเครือข่ายดังกล่าวที่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการกักตุนน้ำมัน น้ำมันเถื่อน และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ก็ควรได้รับการตรวจสอบและดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้อิทธิพลนอกระบบเข้ามาแทรกแซงการใช้อำนาจรัฐ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม เพื่อให้การปราบปรามการทุจริตเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงถ้อยคำทางการเมือง
นายรังสิมันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าตนจะมีเวลาทำหน้าที่ในสภาฯ อีกนานเพียงใด ตนและพรรคประชาชน จะยังคงยืนยันทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมต่อไป
ด้านนางสาววิสุดา วิเชียรศิลป์ สส.จังหวัดกาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายถึงนโยบายด้านกฎหมายของรัฐบาล ว่า กฎหมายถือเป็นโครงสร้างหลักในการพัฒนาประเทศที่กำหนดกติกาในการทำงานของทุกภาคส่วน ให้ทำงานอย่างเป็นระบบ หากกฎหมายดีและบังคับใช้อย่างเป็นธรรมจะทำให้ประเทศก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง โดยตนเห็นด้วยที่รัฐบาลจะทบทวนกฎหมายให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงยกเลิกกฎหมายบางฉบับที่มีความซ้ำซ้อนหรือหมดความจำเป็น ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความชัดเจน ประชาชนไม่สับสนแล้ว ยังปิดช่องว่างการทุจริตอีกด้วย ขอฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดนี้ในการที่จะปรับปรุงกฎหมายอย่างจริงจัง เพราะกฎหมายถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศทั้งการคุ้มครองสิทธิ์ของประชาชน พัฒนาสังคมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
นางสาววิสุดา ยกตัวอย่างการออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ก.) ที่ต้องมีวัตถุประสงค์โดยตรงกำหนดไว้ โดยเมื่อวัตถุประสงค์นั้นหมดไปก็เห็นควรที่จะยกเลิกหรือปรับปรุง เช่น พ.ร.ก.กำหนดเขตหวงห้ามที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี พ.ศ. 2481 มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาพื้นที่และไม้ไผ่นำมาทำเยื่อกระดาษ ซึ่งวันนี้โรงงานผลิตเยื่อกระดาษปิดกิจการลงแล้วกว่า 50 ปี แต่กฎหมายฉบับนี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ทำให้ที่ราชพัสดุซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานไม่สามารถนำมาพัฒนาได้ ส่งผลต่อเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกันการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับปัจจุบัน และรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนและดำเนินการได้ทันที คือ การยืนยันร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารท้องถิ่นฉบับต่าง ๆ จากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและอยู่ระหว่างเสนอต่อวุฒิสภา ให้พิจารณา โดยมี 2 ประเด็นหลักที่จะเปลี่ยนแปลง คือ การแก้ไขอายุผู้สมัครผู้บริหารท้องถิ่นเป็นขั้นต่ำ 25 ปี ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันของผู้บริหารท้องถิ่น ส่งผลให้ประเทศก้าวต่อไปข้างหน้าและมีความเป็นสากลมากขึ้น อย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้ อายุผู้สมัครผู้บริหารท้องถิ่นอยู่ที่ 18 ปี ฟิลิปปินส์ 21 ปี อินโดนีเซียหรือญี่ปุ่นอยู่ที่ 25 ปี และการไม่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น ที่จากเดิมกำหนดไว้ 2 สมัย ซึ่งจะถือเป็นการคืนอำนาจประชาธิปไตยให้กับประชาชนอย่างแท้จริง คืนสิทธิในการเลือกให้กับประชาชน หากผู้บริหารท้องถิ่นทำงานดีก็ควรจะมีโอกาสกลับมารับใช้ประชาชนต่อในสมัยที่ 3
สุดท้ายนี้การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมาย ถูกบรรจุอยู่ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย โดยหากนโยบายรัฐบาลชุดนี้ พิจารณาอย่างไม่มีอคติ น่าจะมีโอกาสได้เห็นรัฐบาลเพื่อประชาชนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง