คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา ที่มี นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาศึกษาและติดตามความมั่นคงทางยาของประเทศไทย จากสถานการณ์ความตึงเครียดและความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงประสิทธิภาพของระบบบริการสาธารณสุขไทย
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ และหน่วยงานหลักที่กำกับดูแล ได้นำเสนอ 4 มาตรการหลัก สร้างความมั่นคงทางยาของไทย ได้แก่ การแก้ไขปัญหาราคายาสูงในภาวะฉุกเฉิน โดยเปิดระบบรับแจ้งปัญหาทางอิเล็กทรอนิกส์แบบ Real-time ให้หน่วยงานรัฐสามารถจัดซื้อยาตามราคาตลาดได้ทันทีระหว่างรอการทบทวนราคากลางใหม่ เพื่อป้องกันการขาดแคลนยาในการรักษาพยาบาล การทบทวนเพดานราคายาและราคานำเข้า โดยเสนอให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณา เนื่องจากยาเป็นสินค้าควบคุมตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 การอำนวยความสะดวกการปรับเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์แบบเร่งด่วน พร้อมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในพื้นที่ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดและภาคีเครือข่าย รวมถึงจัดทำคู่มือสมุนไพรสำหรับประชาชนดูแลสุขภาพเบื้องต้น และการเฝ้าระวังคลังเวชภัณฑ์ ซึ่งพบว่า ภาคเอกชนมีสำรองเพียงพอ 3-12 เดือน แม้เริ่มพบปัญหาขาดแคลนบรรจุภัณฑ์พลาสติกจากข้อจำกัดด้านวัตถุดิบปิโตรเคมี โดยได้ตั้ง War Room ร่วมกับโรงพยาบาลทั่วประเทศ ติดตามสถานะคลังยาผ่านระบบ Color Coding 4 ระดับ ได้แก่ สีเขียว (ปกติ) สีเหลือง (เฝ้าระวัง) สีส้ม (วิกฤต) และสีแดง (ยาหมดคลัง) พร้อมกำหนด Watch List ยาสำคัญ อาทิ ยาช่วยชีวิต ยาผ่าตัด และยามะเร็ง หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน อย. จะเสนอแผนปรับปรุงการสำรองยาต่อผู้เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณานโยบายต่อไป
ภายหลังการพิจารณา กมธ.ได้ตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ในด้านการบริหารจัดการยาในภาวะวิกฤต ควรสร้างความยืดหยุ่นทางระเบียบพัสดุ โดยหน่วยงานส่วนกลางควรเร่งรัดการออกประกาศและกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เกิดความชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เจ้าหน้าที่หากมีความจำเป็นต้องจัดซื้อยาที่มีราคาสูงกว่าราคากลางในสถานการณ์ฉุกเฉิน ประกอบกับการประสานความร่วมมือระหว่าง อย. และกรมบัญชีกลางในการผ่อนผันหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง ให้สามารถปรับปรุงรายละเอียดสัญญาหรือราคาจำหน่ายได้ตามความจำเป็นของต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงการให้อำนาจในการอนุมัติเปลี่ยนแปลงแหล่งวัตถุดิบหรือรูปแบบบรรจุภัณฑ์ยาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สถานพยาบาลสามารถตรวจรับยาได้อย่างถูกต้องโดยไม่กระทบต่อคุณภาพการรักษา
นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างสภาพคล่องและความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ โดยเร่งรัดให้โรงพยาบาลภาครัฐดำเนินการชำระหนี้ค้างจ่ายที่ล่าช้าสะสมกว่า 14-15 เดือน พร้อมทั้งกำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิคู่สัญญารายเดิม ตลอดจนยกระดับความโปร่งใสผ่านระบบ Dashboard ให้ประชาชนติดตามสถานะคลังยาได้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางยาและคุ้มครองสวัสดิภาพสาธารณสุขของประชาชนอย่างยั่งยืน
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง
กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา ข้อมูล/ภาพ