นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ โดยหยิบยกประเด็นความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนปาล์มกว่า 300,000 ครัวเรือน พร้อมตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ราคาปาล์มน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคาในประเทศไทยกลับลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว โดยได้ตั้งข้อสังเกตต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น 3 ประเด็น ได้แก่ ปรากฏการณ์ที่หนึ่ง ตลาดช็อค คือ โครงสร้างราคาปาล์มน้ำมันพังทลายภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน กล่าวคือ เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ราคาปาล์มหน้าลานปรับลดลงอย่างฉับพลันจากเกือบ 9 บาทต่อกิโลกรัม เหลือเพียง 7 บาท และในบางพื้นที่ลดต่ำลงถึง 5–6 บาท สาเหตุหลักมาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ การหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ และการที่กระทรวงพาณิชย์ออกนโยบายกำหนดให้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เป็นสินค้าควบคุมที่ต้องขออนุญาตก่อนการส่งออก ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรลดลงเกือบร้อยละ 21 หรือคิดเป็นมูลค่าราว 5,441 บาทต่อไร่ต่อปี อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลที่ปิดกั้นช่องทางการค้าระหว่างประเทศ จนทำให้เกษตรกรที่ควรได้รับกำไรกลับต้องประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก
ปรากฏการณ์ที่สอง คือ ห้างกดราคา โดยการสื่อสารนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ขาดความชัดเจน ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยไม่ได้รับทราบรายละเอียดที่ถูกต้อง เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นนโยบายห้ามส่งออกโดยเด็ดขาด พ่อค้าคนกลางจึงฉวยโอกาสกดราคารับซื้อลงอีก นอกจากนี้ ผู้ส่งออกยังได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากต้องดำเนินการขออนุญาตส่งออก ซึ่งก่อให้เกิดความล่าช้าและความไม่แน่นอน
และปรากฏการณ์ที่สาม คือ ปาล์มสุกแดด แม้ผลปาล์มจะมีสีแดงภายนอก แต่ภายในยังไม่สุกเต็มที่และมีปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอ พ่อค้าคนกลางอาศัยเหตุผลดังกล่าวกดราคาลงเพิ่มเติม ประกอบกับจุดอ่อนสำคัญที่หน้าลานเท ซึ่งไทยในฐานะผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มอันดับ 3 ของโลก ยังคงใช้วิธีคาดคะเนปริมาณน้ำมันในผลปาล์มแทนการวัดมาตรฐาน
นางรัดเกล้า จึงเสนอแนวทางแก้ไขต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยขอให้พิจารณาจัดทำระบบประกันรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างสมเหตุสมผล และจัดสรรสต๊อกในรูปแบบโควตา พร้อมยกระดับมาตรฐานหน้าลานเทให้ได้มาตรฐานสากล และจัดตั้งองค์กรเฉพาะเพื่อดูแลอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันอย่างครบวงจร ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนา Sustainable Aviation Fuel (SAF) หรือเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับอากาศยาน ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงถึงร้อยละ 80 ตลอดวงจรชีวิต พร้อมชี้ว่า ตลาด SAF โลกมีแนวโน้มขยายตัวแตะ 29,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กำลังการผลิตทั่วโลกยังมีเพียงร้อยละ 0.1 ของความต้องการ ขณะที่ไทยมีผู้ผลิตรายใหญ่เพียง 3 ราย และมีศักยภาพการผลิต SAF ได้ถึงร้อยละ 5 ของความต้องการใช้น้ำมันเครื่องบินภายในประเทศที่ 20 ล้านลิตรต่อวัน ดังนั้นการตั้ง กมธ.วิสามัญจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อภาคการเกษตร
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง