นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และพลเอก ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ร่วมแถลงผลการหารือสามฝ่ายระหว่างไทย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ซึ่งจัดขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์มีความประสงค์ให้ภูมิภาคอาเซียนดำรงบรรยากาศแห่งความร่วมมือและความเข้าใจอันดี จึงได้เชิญผู้นำไทยและกัมพูชาร่วมหารือกัน โดยฝ่ายไทยได้นำคณะผู้แทนด้านการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคงเข้าร่วม เพื่อยืนยันจุดยืนของประเทศไทยที่ยึดมั่นในแนวทางสันติภาพ ควบคู่กับการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนชาวไทย
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับรายงานความคืบหน้าของมาตรการด้านความมั่นคง รวมถึงการประสานความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ โดยตลอดระยะเวลากว่า 5 เดือนที่ผ่านมา ไม่ปรากฏเหตุการณ์ความรุนแรงตลอดแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ฝ่ายไทยได้ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงเหตุผลในการยกเลิก MOU 2544 ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้รับทราบและเข้าใจในจุดยืนของไทยแล้ว พร้อมทั้งเห็นพ้องร่วมกันว่า ทั้งสองประเทศจะยึดถือหลักการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เป็นกรอบแนวทางสำคัญในการดำเนินการในอนาคต แม้รายละเอียดในทางปฏิบัติยังจำเป็นต้องหารือร่วมกันต่อไป
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เริ่มต้นกระบวนการหารือในทุกระดับอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งในกรอบ JBC และ GBC รวมถึงการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยย้ำว่าการเจรจาทุกขั้นตอนจะต้องยึดถือข้อตกลงหยุดยิง และแนวทางที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งสันติภาพและความไว้วางใจระหว่างกัน
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การหารือครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงแนวโน้มในการเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างไทยและกัมพูชา พร้อมย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาล มิใช่ความขัดแย้งระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ จึงขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันดูแลความปลอดภัยของประชาชนไทยในกัมพูชา และประชาชนกัมพูชาในประเทศไทย ไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสม
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีขอให้ไทย–กัมพูชาใช้กรอบทวิภาคีในการหารือ บนพื้นฐานของการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากแรงกดดันจากประเทศที่สาม เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์นำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ในการหารือครั้งนี้ ยังไม่มีการเจรจาเรื่องการกำหนดเขตแดนหรือการเปิดพรมแดน โดยเป็นเพียงการเห็นพ้องให้เริ่มต้นหารือในระดับปฏิบัติการก่อน ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรองเสนาธิการทหารของไทยจะดำเนินการหารือในรายละเอียดต่อไป
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยจะรักษาเกียรติภูมิ อธิปไตย และผลประโยชน์ของประชาชนไทยอย่างเต็มที่ โดยจะดำเนินทุกแนวทางด้วยความรอบคอบ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเกิดความสูญเสียจากกระบวนการเจรจาในครั้งนี้
คริส พุทธชาติ ข่าว/เรียบเรียง
เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล ภาพ