8 พ.ค.69 - กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ร่วมกับมูลนิธิอโซก้า จัดเวทีเสวนาเปิดพื้นที่เยาวชนแลกเปลี่ยนมุมมองด้านสิ่งแวดล้อม ขณะตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล-ฝ่ายค้าน เสนอแนวทางจัดการสิ่งแวดล้อม พร้อมถกผลกระทบและโอกาสจากโครงการแลนด์บริดจ์ รวมถึงการผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดและนโยบายพลังงานสะอาด

image

คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภาค วุฒิสภา ร่วมกับมูลนิธิอโซก้า ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสังคม(ประเทศไทย) จัดกิจกรรมและเสวนา เรื่อง "Youth Voice for Eco-Law ผู้นำเยาวชนพิทักษ์สิทธิสิ่งแวดล้อม" ภายใต้โครงการ Ashoka(อโซก้า) NextGen Changemakers  

      โดยนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ระบุว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะอยู่ไปอีก 40-50 ปี  และไม่ใช่ปัญหาเชิงปัจเจกบุคคล แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน โดยเฉพาะช่วงนี้ที่กล่าวถึงการพัฒนาที่ไม่สมดุล เช่น โครงการแลนด์บริจด์ของรัฐบาล วันนี้จึงรุ้สึกดีใจและเป็นเกียรติที่จะได้จุดประกายให้แก่เยาวชน 

      นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะยังคงเป็นประเด็นสำคัญต่อไปอีก 40-50 ปี และไม่ใช่ปัญหาเชิงปัจเจกบุคคล แต่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการพูดถึงการพัฒนาที่ไม่สมดุล เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล พร้อมระบุว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้ร่วมจุดประกายแนวคิดให้แก่เยาวชน

      ต่อมาในช่วงบ่าย มีการจัดเสวนาหัวข้อ “วิเคราะห์นโยบายสิ่งแวดล้อมของรัฐบาล ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา” โดยมี นางสาวจินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายกฤษฏา บุญชัย เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และนายพงศ์พล เมืองเหลือ ตัวแทนเยาวชน เข้าร่วมเสวนา

      นางสาวจินณ์ตวรรณ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน โดยหากมีพลังงานเหลือใช้จึงสามารถขายคืนได้ แต่ประเทศไทยยังจำเป็นต้องปรับตัวอีกหลายด้านเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น การผลักดันร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

      ส่วนประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล นางสาวจินณ์ตวรรณ กล่าวว่า เข้าใจข้อกังวลและผลกระทบที่หลายภาคส่วนสะท้อน แต่หากต้องการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ S-Curve เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ก็อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบบางส่วนได้ยาก พร้อมระบุว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญวิกฤตพลังงาน ค่าพลังงานสูงขึ้น และภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยนแปลง หากมหาอำนาจปิดช่องแคบมะละกา ไทยอาจได้รับประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีแนวคิดเรื่องการขนส่งทางท่อ ซึ่งอาจช่วยประหยัดงบประมาณและเวลา จึงอยากให้สังคมเปิดใจรับฟังข้อมูลรอบด้าน

      ด้านนายพูนศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีรากฐานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยหนึ่งในรากฐานสำคัญคือร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ที่คณะรัฐมนตรีได้ยืนยันให้นำกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาอีกครั้ง พร้อมเห็นว่า ควรปรับเนื้อหากฎหมายให้มีความกระชับและประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น รวมถึงต้องมีการวางรากฐานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการน้ำเสีย และการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนควบคู่กันไป

      ขณะที่นางรัดเกล้า กล่าวว่า ภาคการเมืองต้องมีเจตจำนงในการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เพราะทุกคนต้องใช้อากาศหายใจและบริโภคน้ำเหมือนกัน พร้อมฝากข้อเสนอถึงรัฐบาล 2 ประเด็น ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำในลักษณะ “ธนาคารน้ำ” โดยให้รัฐสำรวจและจัดทำแผนที่ชั้นใต้ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วม รวมถึงการส่งเสริมการใช้น้ำมันอากาศยานที่ไม่ได้พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมด เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

 

อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ