นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงปัญหาตลาดทุนและการทำหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยตั้งข้อสังเกตถึงการพิจารณาของคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) การออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท รวมถึงประเด็นธรรมาภิบาลในตลาดทุนไทย รวมถึงประเด็นสงสัยเกี่ยวกับการแต่งตั้งกรรมการบริษัทบางจากในปี 2568 ที่กระทบให้บริษัทต่างชาติบางแห่งระงับความร่วมมือทางธุรกิจ พร้อมตั้งคำถามต่อกระทรวงการคลังในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ก.ล.ต. ว่าเหตุใดจึงไม่ดำเนินการอย่างจริงจังในเรื่องหลักธรรมาภิบาลและการป้องกันทุนสีเทาในตลาดทุนไทย
นายกรณ์ระบุว่า แม้ ก.ล.ต. จะเป็นองค์กรอิสระ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนประธาน ก.ล.ต. พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาทุนสีเทาในตลาดทุนไทยมีความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่การดำเนินงานของ ก.ล.ต. และการกำกับดูแลจากกระทรวงการคลังยังไม่ชัดเจน โดยยกกรณีบริษัทฟินันเซีย ซึ่งกองทุนซีเอไอของ “เบน สมิธ” เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 44% และมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการถือหุ้นรวมของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องที่อาจเกิน 60% โดยไม่มีการตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อยตามหลักเกณฑ์ พร้อมถามรัฐบาลว่าจะมีแนวทางจัดการปัญหาทุนสีเทาในตลาดทุนไทยอย่างไร
ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่าในส่วนของราคาน้ำมัน คตร. ได้พิจารณาเรื่องค่าการกลั่นและเสนอผลต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยพบว่ามีผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่น จึงเสนอให้นำส่วนเกินดังกล่าวมาใช้บรรเทาภาระประชาชน พร้อมปรับระบบให้มีความโปร่งใสมากขึ้น รวมถึงประเมินต้นทุนที่แท้จริงอย่างตรงไปตรงมา ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รับข้อเสนอไปดำเนินการ โดยเดือน มี.ค. 69 ลดค่าการกลั่นส่วนเกิน 2 บาทต่อลิตร และเดือน เม.ย. ลดลง 5 บาทต่อลิตร
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า การออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท มีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 หรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เพราะเป็นวิกฤติด้านพลังงานและค่าครองชีพที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนและต้นทุนทางเศรษฐกิจ หากไม่เร่งแก้ไขอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว ส่วนประเด็นการกำกับดูแล ก.ล.ต. และบริษัทบางจากนั้น กระทรวงการคลังถือหุ้นในบริษัทบางจากร้อยละ 16 ผ่านกองทุนวายุภักดิ์ และได้กำชับให้ ก.ล.ต. ดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสอย่างเคร่งครัด โดยมีการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลจากบริษัทที่มีปัญหาทางกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าไม่ได้นิ่งเฉยต่อข้อร้องเรียน และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย
นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ได้กำชับกรรมการอิสระซึ่งเป็นผู้แทนกระทรวงการคลังในบริษัทบางจาก ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ รวมถึงผลักดันให้บุคคลจากบริษัทที่มีปัญหาทางกฎหมายออกจากคณะกรรมการชุดย่อยที่มีความเสี่ยง และไม่สนับสนุนให้ผู้ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีเข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารงานของบริษัท ส่วนประเด็นเกี่ยวกับประธาน ก.ล.ต. ได้กำชับเลขาธิการ ก.ล.ต. และปลัดกระทรวงการคลัง ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากผลการสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดและขาดคุณสมบัติ ก็จะดำเนินการถอดถอนตามขั้นตอน พร้อมยืนยันว่ากระทรวงการคลังทำงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรมอย่างใกล้ชิดในการติดตามและแก้ไขปัญหาทุนสีเทา และยืนยันว่าตนได้ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจและกรอบกฎหมายอย่างเต็มที่แล้ว
อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย ข่าว/เรียบเรียง