ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้ส่งญัตติที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อดำเนินการต่อ ด้วยคะแนนเห็นด้วย 266 เสียง ไม่เห็นด้วย 174 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง ภายหลังสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางตลอด 2 วัน
สำหรับญัตติดังกล่าว ประกอบด้วยญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้เสนอ รวมถึงญัตติที่เกี่ยวเนื่องอีก 4 ญัตติ จากสมาชิกพรรคการเมืองต่าง ๆ โดยที่ประชุมได้พิจารณาต่อเนื่องจากการประชุมเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ก่อนเข้าสู่การอภิปรายสรุปของผู้เสนอญัตติและตัวแทนผู้เสนอญัตติในวันนี้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นผู้แทน นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผู้เสนอญัตติ สรุปประเด็นการเสนอญัตติว่า โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) เกิดจากความเชื่อว่าประเทศไทยสามารถใช้จุดแคบที่สุดของประเทศทดแทนช่องแคบมะละกาได้ แต่ผลการศึกษาหลายฉบับยอมรับว่าโครงการอาจสร้างปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการประเมินว่าช่วยลดเวลาเดินเรือได้ราว 4 วัน ยังไม่ได้คำนึงถึงกระบวนการขนถ่ายสินค้าระหว่างสองฝั่งทะเล
นายอภิสิทธิ์ ยังระบุว่ายังไม่มีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและทุนทางวัฒนธรรมอย่างรอบด้าน ทั้งการตัดผ่านพื้นที่มรดกโลก พื้นที่ชุ่มน้ำ ผลกระทบต่อบลูคาร์บอน (Blue Carbon) ความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์หน้าดิน และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวตามธรรมชาติ ซึ่งอาจกระทบต่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการท่องเที่ยวภาคใต้ รวมถึงอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้ไทยอาจเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาคทะเลจีนใต้
ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวสรุปแทน นางสาว ภคมน หนุนอนันต์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจไม่ควรมองเพียงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) โดยยกตัวอย่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) แม้ GDP เพิ่มขึ้น แต่คุณภาพชีวิตและสวัสดิการแรงงานไม่ได้ดีขึ้นตาม พร้อมตั้งคำถามว่าผลประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชนหรือกลุ่มทุน ขณะเดียวกันย้ำว่าประชาชนภาคใต้ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคายางพารา ภัยแล้ง การเข้าถึงน้ำสะอาด ความยากจน ค่าเดินทางที่สูง และภัยพิบัติที่เกิดซ้ำซาก มากกว่าการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์
ด้าน นายพีระพัฒน์ รัชกิจประการ สส. จังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย กล่าวสรุปญัตติแทน นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.จังหวัดระนอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผู้เสนอญัตติว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นประตูเศรษฐกิจบานใหม่ของไทย ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะด้านการขนส่ง แต่ยังเชื่อมโยงเส้นทางเศรษฐกิจจากเหนือสู่ใต้ผ่านเส้นทางไชน่า อินแลนด์ อาเซียน คอร์ริดอร์ (China Inland ASEAN Corridor) โดยหากมีโครงการดังกล่าว จะช่วยให้สินค้าจากจีนตอนใต้ขนส่งสู่ท่าเรือระนองได้โดยตรง ลดระยะเวลาขนส่งได้ถึง 14 วัน และทำให้ไทยเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของเศรษฐกิจจีน
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ (ปช.) สรุปว่ารัฐบาลควรดำเนินโครงการภายใต้แนวคิด คิดช้า ทำเร็ว โดยศึกษาความเป็นไปได้อย่างรอบด้าน ไม่เร่งรัดการดำเนินงานจนเกิดข้อกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และควรกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจเดินหน้าโครงการ
ณัฐเดช เอียดปุ่ม ข่าว/เรียบเรียง