16 มิ.ย. 69 – ที่ประชุมวุฒิสภา เห็นชอบรายงานแก้ปัญหาแรงงานเถื่อน-แย่งอาชีพคนไทย ขณะที่ สว. สนับสนุนและให้ข้อเสนอแนะ เชื่อว่าหากใช้ "สมุทรสาครโมเดล" แก้ไขได้สำเร็จ ก็จะสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั่วประเทศ

image

          ที่ประชุมวุฒิสภา พิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่องแนวทางในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและปัญหาคนต่างด้าวประกอบอาชีพสงวนสำหรับคนไทย: กรณีศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งคณะกรรมาธิการการแรงงาน พิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว
          คณะกรรมาธิการฯ ระบุถึงสาเหตุของปัญหาว่า ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ประกอบกับผลกระทบจากภาวะโรคระบาดที่ผ่านมา ทำให้ภาคธุรกิจยังต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจากเมียนมา กัมพูชา และ สปป.ลาว อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการในปัจจุบันยังพบปัญหาสำคัญ ทั้งการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และการแย่งอาชีพสงวนของคนไทย ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อความมั่นคง สังคม การศึกษา การสาธารณสุข และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่เป้าหมายอย่างจังหวัดสมุทรสาคร
          จากนั้นเป็นการอภิปรายของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยว่าที่ พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ อภิปรายสนับสนุนรายงาน แต่ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่จำนวนแรงงาน แต่คือการที่ภาครัฐปล่อยให้มีช่องทางทำผิดกฎหมายและขาดความชัดเจนด้านยุทธศาสตร์ ซึ่งหากปล่อยให้แรงงานจำนวนมากอยู่นอกระบบ ประเทศไทยจะต้องเผชิญความเสี่ยง 5 ด้าน คือ ด้านความมั่นคงชายแดน ที่เกิดขบวนการลักลอบขนแรงงานที่เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์และผลประโยชน์มืด ด้านแรงงานไทย เกิดการแย่งอาชีพสงวนและปัญหาการกดค่าจ้างในบางพื้นที่ ด้านงบประมาณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องแบกรับภาระหนัก เพราะประชากรแฝงจริงสูงกว่าทะเบียนราษฎร์หลายเท่าตัว ด้านสาธารณสุข ที่มีเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่ออุบัติใหม่ และภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแรงงานนอกระบบ ด้านเศรษฐกิจ หากไทยยังพึ่งพาแรงงานราคาถูก จะทำให้ติดกับดักการผลิตมูลค่าต่ำ ไม่พัฒนาเทคโนโลยี และสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน
          นอกจากนี้ ยังได้เสนอแนวทางเพิ่มเติม 6 ประการ ได้แก่ กำหนดให้การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยมีหน่วยงานหลักเพียงแห่งเดียวดูแล ควรพัฒนาระบบทะเบียนแรงงานให้เป็นระบบ "แรงงาน 1 คน มีประวัติชุดเดียว" (One ID) กำหนดโควตาแรงงานตามความต้องการจริงของแต่ละอุตสาหกรรมและทบทวนทุกปี จัดเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ประกอบการเพื่อนำมาเยียวยาท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบ ยกระดับทักษะแรงงานไทย และนำเทคโนโลยีมาทดแทนแรงงานไร้ฝีมือ/ปราบปรามขบวนการนำเข้าแรงงานเถื่อน กลุ่มทุนนอมินี และเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตอย่างเด็ดขาด
          ด้าน นายชวพล วัฒนพรมงคล อภิปรายเห็นด้วยกับรายงาน โดยเน้นย้ำว่านโยบายรัฐต้องชัดเจนว่าไทยต้องการแรงงานเข้ามาทำงาน แต่ไม่ต้องการเพิ่มประชากรแฝง หากเกินความเหมาะสมต้องสั่งระงับทันที นอกจากนี้ยังเห็นด้วยกับการหยุดเปิดขึ้นทะเบียนแบบผ่อนผันไปเรื่อย ๆ เพื่อบังคับให้ผู้ประกอบการวางแผนการใช้แรงงานอย่างถูกต้อง ส่วนการคัดกรองต้องตรวจเข้มงวดตามความจำเป็น ไม่ปล่อยให้มีผู้ติดตามหรือครอบครัวเข้ามาสวมสิทธิ์ รวมถึงแสดงความไม่เห็นด้วยที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาสวมบทบาทบริหารจัดการแรงงาน โดยเชื่อว่าหากใช้ "สมุทรสาครโมเดล" แก้ไขได้สำเร็จ ก็จะสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั่วประเทศ
          ขณะที่ นางอังคณา นีละไพจิตร อภิปรายแสดงข้อห่วงใย โดยระบุว่าการกำหนดนโยบายต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงรอบด้าน ปัจจุบันแรงงานเมียนมาในสมุทรสาครส่วนใหญ่หนีภัยความขัดแย้งทางการเมือง การเกณฑ์ทหาร และวิกฤตเศรษฐกิจเข้ามา ซึ่งแรงงานเหล่านี้เข้ามาเติมเต็มในภาคประมง เกษตรกรรม และก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานหนักและเสี่ยงอันตรายที่แรงงานไทยไม่ทำ จึงไม่ใช่การเข้ามาแย่งงานโดยตรง โดยเสนอว่ารัฐต้องแยกแยะระหว่างแรงงานเถื่อนกับ "เหยื่อการค้ามนุษย์" ให้ชัดเจน เพราะที่ผ่านมาไทยเคยถูกวิจารณ์อย่างหนักในอุตสาหกรรมประมง ซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์และการเข้าเป็นสมาชิก OECD ที่ไทยต้องยึดหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน นโยบายแรงงานจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคง การปราบปรามคอร์รัปชัน และการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะสวัสดิภาพของกลุ่มเปราะบาง เช่น แรงงานหญิงตั้งครรภ์และเด็กติดตาม
          ทั้งนี้ ที่ประชุมวุฒิสภ มีมติเห็นชอบกับรายงานและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ โดยจะจัดส่งรายงานฉบับนี้ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ