นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อภิปรายต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวาระพิจารณาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) โดยแสดงความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรในประเทศ พร้อมสะท้อนปัญหาจากการทำข้อตกลงในอดีตที่ยังไร้มาตรการเยียวยาที่เป็นรูปธรรม เนื่องจากการทำข้อตกลงทางการค้ามีทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้เสียประโยชน์ โดยเฉพาะเกษตรกร โดยหยิบยกกรณีของสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทาน ที่มียอดน้ำนมดิบลดลงจากวันละ 250 ตัน เหลือเพียง 130 ตัน เนื่องจากผู้ประกอบการหันไปใช้นมผงนำเข้าที่มีราคาต้นทุนเพียง 15 บาทต่อลิตรมาละลายน้ำแทนการใช้นมดิบของไทยที่มีต้นทุนสูงถึง 24 บาทต่อลิตร
นอกจากนี้ เกษตรกรไทยยังเผชิญกับปัญหาประสิทธิภาพการผลิตที่ไม่สามารถแข่งขันได้ โดยแม่วัวของออสเตรเลียให้ผลผลิตน้ำนมสูงถึง 40 ลิตรต่อตัวต่อวัน ในขณะที่แม่วัวของไทยให้ผลผลิตเพียง 12.5 ลิตรต่อวันเท่านั้น ส่งผลให้มีนม UHT ค้างสต็อกเพื่อรอวันหมดอายุสูงถึง 200 ล้านกล่องในปัจจุบัน แม้ที่ผ่านมาจะมีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบ แต่มาตรการเยียวยากลับไม่มีการนำไปปฏิบัติจริง โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า (กองทุน FTA) ที่ยังไม่มีการออกกฎหมายมาบังคับใช้เพื่อดูแลเกษตรกรอย่างเป็นระบบ พร้อมแสดงความห่วงใยไปยังกลุ่มเกษตรกรประมงทั้งชายฝั่งและน้ำจืดว่าอาจจะได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาดในอนาคตเช่นเดียวกับกลุ่มผู้เลี้ยงโคนม ดังนั้น จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเร่งรัดการผลักดันร่าง พ.ร.บ. กองทุนเยียวยา FTA ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อให้เป็นหลักประกันและกลไกในการลดผลกระทบ เพิ่มรายได้ และเยียวยาเกษตรกรไทยจากการทำข้อตกลงการค้าเสรีในอนาคตอย่างยั่งยืน
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง