17 มิ.ย. 69 - ผศ.ดร.นพดล อินนา ประธาน กมธ.วิสามัญศึกษาการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เชื่อทีมเจรจาไทยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย้ำไทยไม่เสียเปรียบในกระบวนการผู้ประนีประนอมระหว่างประเทศ พร้อมหนุนใช้กฎหมายสากลแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล - เตรียมตอบโต้ข่าวปลอมจากฝ่ายกัมพูชาเชิงรุก

image

          ผศ.ดร.นพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย - กัมพูชา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา โดยแสดงความเชื่อมั่นว่าทีมเจรจาของไทยจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพในการสนับสนุนนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย

         ผศ.ดร.นพดล กล่าวว่า ฝ่ายกัมพูชาได้แต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งรัฐมนตรีกิจการชายแดนเข้าร่วมเป็นรองหัวหน้าคณะเช่นเดียวกับฝ่ายไทย สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และถือว่าฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ อย่างเหมาะสม สำหรับประเด็นคณะผู้ประนีประนอมระหว่างประเทศนั้น ผศ.ดร.นพดล ระบุว่า ฝ่ายกัมพูชาเคยเสนอชื่อบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้ประนีประนอมภาคบังคับกรณีพิพาทระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย ขณะที่ฝ่ายไทยเสนอผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คน ซึ่งต่างเคยดำรงตำแหน่งประธานศาลกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศและมีประสบการณ์สูงด้านกฎหมายทางทะเล หนึ่งในนั้นยังเคยมีบทบาทในกระบวนการประนีประนอมระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลียด้วย ทั้งนี้ ในอดีตกระบวนการของติมอร์-เลสเตและออสเตรเลียใช้วิธีให้แต่ละฝ่ายเสนอกรรมาธิการฝ่ายละ 2 คน ก่อนที่กรรมาธิการทั้ง 4 คนจะร่วมกันคัดเลือกประธานที่เป็นคนกลางขึ้นมา ดังนั้นจึงมองว่าฝ่ายไทยไม่ได้เสียเปรียบในกระบวนการดังกล่าว และอาจมีความได้เปรียบในแง่ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้วยซ้ำ

         ผศ.ดร.นพดล อธิบายต่อว่า คณะกรรมการทั้ง 5 คน มีหน้าที่เพียงรับฟังข้อคิดเห็นจากทั้งสองประเทศและจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยในช่วงแรกเมื่อได้คณะกรรมการครบทั้ง 5 คนแล้ว ไทยและกัมพูชาจะต้องหารือร่วมกันว่าคณะกรรมการดังกล่าวควรมีขอบเขตอำนาจหน้าที่อย่างไร อย่างไรก็ตามย้ำว่า ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 คนล้วนเป็นบุคคลที่มีต้นทุนทางสังคมระดับโลกและมีประสบการณ์สูง จึงไม่น่าจะดำเนินการใดที่ขัดต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 หรือ UNCLOS 1982 เนื่องจากการกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลเป็นเรื่องที่อาศัยหลักกฎหมาย วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ที่มีความชัดเจน และเมื่อถูกถามถึงกรณีที่กัมพูชาอาจเสนอให้มีการจัดสรรผลประโยชน์ร่วมกันก่อนการกำหนดเขตแดนทางทะเล ผศ.ดร.นพดล กล่าวว่า ฝ่ายไทยได้รับทราบแนวคิดดังกล่าวจากข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศ และเห็นว่าการดำเนินการเช่นนั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากหากยังไม่มีการกำหนดเส้นเขตแดนที่ชัดเจน จะไม่สามารถระบุพื้นที่ทับซ้อนหรือผลประโยชน์ที่จะต้องแบ่งปันได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นจึงเชื่อว่าฝ่ายไทยจะยืนยันหลักการตามกติกาสากลในประเด็นนี้ ส่วนกรณีที่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาแสดงความคิดเห็นและตอบโต้ฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่องนั้น ผศ.ดร.นพดล กล่าวว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศของวุฒิสภา โดยมีตนเองเป็นประธาน หากมีการเผยแพร่ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อวุฒิสภาหรือประเทศไทยโดยรวม จะมีการออกแถลงการณ์ชี้แจงและตอบโต้ในทุกประเด็น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาคมระหว่างประเทศ นอกจากนี้ที่ผ่านมา วุฒิสภาวุฒิสภาได้เชิญเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกอาเซียนบวกสาม รวม 12 ประเทศ ยกเว้นกัมพูชา มารับฟังข้อมูลเกี่ยวกับการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และหลายประเทศพร้อมจะช่วยสื่อสารทำความเข้าใจไปยังประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ได้เข้าร่วม ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐสภาเชิงรุก ของวุฒิสภา

         สำหรับแนวโน้มการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอนาคต ผศ.ดร.นพดล ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา MOU 2544 ไม่ได้ก่อให้เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม คณะกรรมาธิการจึงมีมติเสนอให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจดังกล่าว และหันกลับมาใช้หลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การหาข้อยุติมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น ทั้งนี้เมื่อเข้าสู่กติกาสากล ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์ทางกฎหมายในการกำหนดเส้นเขตแดนได้ ประกอบกับคณะกรรมการทั้ง 5 คนต่างมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน จึงเชื่อว่าจะสามารถนำไปสู่การหาข้อยุติได้ในหลายประเด็น

 

ณัฐเดช เอียดปุ่ม ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ