17 มิ.ย. 69 - รมว.พาณิชย์ เสนอรัฐสภาเห็นชอบ ACFTA 3.0 ยกระดับการค้าไทย-จีน มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว ช่วยลดเอกสารผ่าน Single Window ดึงทุนพลังงานสะอาด และหนุนธุรกิจ MSMEs สู่ตลาดสากล พร้อมอำนวยความสะดวกศุลกากร เร่งปล่อยสินค้าเกษตรเน่าเสียง่ายใน 5 ชั่วโมง และคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์

image

         ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือพิธีสารยกระดับ ACFTA 3.0 ตามที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

         โดย นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี กล่าวถึงสาระสำคัญของพิธีสารดังกล่าวว่า ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีนนี้ เริ่มมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2547 และได้มีการปรับปรุงครั้งล่าสุดในปี 2559 จนกระทั่งในปี 2565 ได้มีการเจรจายกระดับเป็นครั้งที่ 2 จนประสบผลสำเร็จและได้มีการลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ปี 2567 ที่ผ่านมา โดยสาระสำคัญของการยกระดับในครั้งนี้ คือการปรับปรุงเนื้อหาเดิมให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน โดยเน้นการยกระดับกฎเกณฑ์ด้านพิธีการศุลกากร มาตรฐานสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม รวมถึงการส่งเสริมระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าให้มีความโปร่งใสและลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน นอกจากนี้ พิธีสารฉบับดังกล่าวยังได้มีการเพิ่มบทบัญญัติใหม่จำนวน 5 บท ได้แก่ เศรษฐกิจดิจิทัลที่มุ่งเน้นระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์และการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ เศรษฐกิจสีเขียวที่เน้นความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและการลงทุนสีเขียว การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค ความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานในสภาวะวิกฤต และความร่วมมือด้านวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs)

         ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า การยกระดับครั้งนี้ไม่มีการเปิดตลาดเพื่อลดภาษีสินค้าเพิ่มเติม และเนื้อหาทั้งหมดสอดคล้องกับกฎหมายของประเทศไทยในปัจจุบัน จึงไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมแต่ประอย่างใดอีกทั้งจากการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกว่า 4,000 ราย พบว่า ส่วนใหญ่เห็นพ้องว่าพิธีสารนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยและสนับสนุนการปรับตัวสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ โดยปัจจุบันมีสมาชิกอาเซียน 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย เมียนมา บรูไน และ สปป.ลาว ได้แจ้งการดำเนินกระบวนการภายในเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งหากประเทศไทยให้ความเห็นชอบและทางประเทศจีนได้แจ้งความพร้อมต่อเลขาธิการอาเซียน พิธีสารจะมีผลบังคับใช้ทันทีภายใน 60 วัน ดังนั้น ประเทศไทยควรเข้าร่วมกระบวนการกับสมาชิกกลุ่มแรก เพื่อให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาค MSMEs ได้รับประโยชน์จากองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากจีนในการพัฒนาขีดความสามารถเพื่อส่งออกสินค้ากลับไปยังจีนและตลาดโลกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ