นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หารือร่วมกับกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ประเด็นแนวทางปฏิรูปโครงสร้างพลังงานให้ กฟผ. กลับมาทำหน้าที่ได้เต็มศักยภาพ โดยนายอรรถวิชช์ ระบุว่า ปัจจุบัน กฟผ. ถูกกำกับโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทั้งที่ กฟผ. มีกฎหมายของตัวเองอยู่แล้ว และรัฐถือหุ้น 100% ไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กำกับของ กกพ. ที่ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้โรงไฟฟ้าเอกชนแข็งแกร่งขึ้น เนื่องจากนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ กฟผ.ในอดีต แต่ปัจจุบันนโยบายไม่มีการขายการไฟฟ้าอีกต่อไปแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องให้ กกพ. มาลดทอนศักยภาพของ กฟผ. ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำให้ กฟผ. กลับมาสร้างรายได้ให้คนไทย ไม่ใช่การปล่อยให้เอกชนผูกขาดอย่างต่อเนื่อง นายอรรถวิชช์ ชี้ว่า ภายหลังการตั้ง กกพ. มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ส่งผลให้บทบาท กฟผ. ลดลงต่อเนื่อง แต่เอกชนกลับโตขึ้นอย่างรวดเร็วและผูกขาด เช่น กรณีเปิดประมูลโรงไฟฟ้า 8,300 เมกะวัตต์ ในปี พ.ศ. 2561 ที่ กกพ. วางเงื่อนไขไม่ให้ กฟผ. เข้าประมูลโดยตรง
นายอรรถวิชช์ เสนอให้ กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งเป็นของรัฐ 100% พ้นจากการกำกับของ กกพ. และขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี พร้อมปรับบทบาท กกพ. เป็นเพียงฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) นอกจากนี้ ยังย้ำจุดยืนคัดค้านการแยกภารกิจ System Operation (SO) ออกจาก กฟผ. โดยระบุว่า SO เปรียบเสมือน ไม้อาญาสิทธิ์ ในการควบคุมระบบไฟฟ้า หากถูกดึงออกไปจะยิ่งเป็นการลดบทบาทของ กฟผ. ส่วนอีกข้อเสนอ คือเรื่องภาระค่าไฟส่องสว่างสาธารณะ โดยเสนอให้ กฟผ. รับผิดชอบผ่านกลไก Public Service Obligation (PSO) แทนการผลักภาระให้ประชาชนหรือใช้งบประมาณแผ่นดิน พร้อมยืนยันว่าจะไม่กระทบผลประกอบการหรือโบนัสพนักงาน เพราะสามารถบันทึกเป็นภารกิจบริการสาธารณะได้เช่นเดียวกับรัฐวิสาหกิจอื่น
ทั้งนี้ จากการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายมีข้อสรุปร่วมกันอย่างเป็นเอกฉันท์ พร้อมผลักดันให้ กฟผ. กลับมามีบทบาทสำคัญในการดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และเตรียมเดินหน้ายกร่างกฎหมายเพื่อปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายของ กฟผ. ต่อไป
ณัฐเดช เอียดปุ่ม ข่าว/เรียบเรียง