คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นางสาวกุลวลี นพอมรบดี เป็นประธานการประชุม พิจารณา 2 เรื่องสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ได้แก่ การจัดการสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนเอกสารสิทธิในจังหวัดภูเก็ต และกรณีการบุกรุกป่าต้นน้ำเพื่อทำไร่ขิงในพื้นที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับกรณีจังหวัดภูเก็ต คณะกรรมาธิการสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การยึดคืนที่ดินของรัฐ และการฟื้นฟูพื้นที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การพัฒนาเป็นพื้นที่นันทนาการหรือพื้นที่ป่าเพื่อการเรียนรู้ของประชาชน โดยยกตัวอย่างพื้นที่ป่าเทือกเขานาคเกิดที่มีการประกาศเป็นป่านันทนาการแล้วบางส่วน อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมตั้งข้อสังเกตว่าการรื้อถอนอาคารขนาดใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าวอาจก่อให้เกิดขยะจากการก่อสร้างและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก จึงควรศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่รัฐได้รับคืนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะ
คณะกรรมาธิการการที่ดินฯ พิจารณาข้อกฎหมายพบว่า พื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ผิดกฎหมาย และมีแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาสนับสนุนแนวทางดังกล่าว ดังนั้น หากจะนำสิ่งปลูกสร้างมาใช้ประโยชน์เพื่อสาธารณะในอนาคต จำเป็นต้องมีการศึกษาการแก้ไขพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติและพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติผ่านกระบวนการของรัฐสภาต่อไป คณะกรรมาธิการย้ำว่า แนวทางดังกล่าวไม่ใช่การลบล้างคำพิพากษาของศาลหรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำผิด โดยผู้กระทำผิดยังต้องรับผิดตามกฎหมายทุกประการ และรัฐจะเป็นผู้ดำเนินการบริหารจัดการทรัพย์สินที่ได้รับคืนอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
ส่วนกรณีการบุกรุกป่าต้นน้ำในพื้นที่ดอยป่าหนา ตำบลแม่ทะลบ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อปลูกขิง ที่ประชุมได้รับทราบข้อมูลว่าการใช้เครื่องจักรหนักในพื้นที่ส่งผลให้ดิน ตะกอน และสารเคมีไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำแม่ทะลบ จนเกิดปัญหาความตื้นเขินและมีความเสี่ยงต่อคุณภาพน้ำอุปโภคบริโภคของชุมชนในพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 300 คนออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหา คณะกรรมาธิการจึงเร่งรัดให้มีการหยุดการบุกรุกพื้นที่โดยทันที ตรวจสอบคุณภาพน้ำ ทวงคืนและฟื้นฟูป่าต้นน้ำ รวมถึงดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง พร้อมกำชับให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลพื้นที่เช่ากว่า 11,441 ไร่ ซึ่งมีรายงานว่าถูกบุกรุกไปแล้วกว่าร้อยละ 70 รวมถึงพื้นที่ป่าอนุรักษ์ต้นน้ำอีกประมาณ 247 ไร่ที่ได้รับความเสียหาย
นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวว่าทรัพยากรธรรมชาติและทรัพย์สินของรัฐเป็นสมบัติของประชาชนทุกคน การบริหารจัดการจึงต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะสูงสุด ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายและการเคารพคำพิพากษาของศาล โดยเฉพาะในกรณีป่าต้นน้ำซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประชาชน ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะติดตามความคืบหน้าของทั้งสองกรณีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การฟื้นฟูและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรของรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาวต่อไป
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
กมธ.การที่ดินฯ สผ. /ข้อมูลและภาพ