19 ก.ค. 69 - กมธ.ที่ดินฯ นำคณะลงพื้นที่ จ.สระบุรี ตรวจสอบปัญหาน้ำเสียวิกฤต พบขาดออกซิเจนรุนแรง พร้อมส่งตัวอย่างน้ำเข้าแล็บหาต้นตอมลพิษ 

image

          นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะกรรมาธิการฯ ลงพื้นที่จังหวัดสระบุรี ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 15 หน่วยงาน ในการแก้ไขปัญหาน้ำเสียที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยมี นายขุนทอง แสนวิเศษ สส.จังหวัดสระบุรี และนายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.จังหวัดสระบุรี ในฐานะประธานกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมประชุม
          ในที่ประชุม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานแก้ไขปัญหาของจังหวัด ได้ชี้แจงว่า ไม่มีอำนาจแก้ไขปัญหาได้โดยตรง จำเป็นต้องขอให้หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายเข้ามาดำเนินการ ทางคณะกรรมาธิการฯ จึงมีมติขอให้รองผู้ว่าฯ ทำความเห็นตามที่ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุให้ชัดเจนว่าติดขัดที่กฎหมายหรือระเบียบฉบับใด และหน่วยงานใดคือผู้มีอำนาจที่แท้จริง เพื่อคณะกรรมาธิการฯ จะได้นำไปสู่การแก้ไขในระดับนโยบายและระดับกฎหมายต่อไป และยังขอให้ทุกหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุม จัดทำความเห็นตามประเด็นที่ได้เสนอต่อที่ประชุม เป็นลายลักษณ์อักษร โดยตรงไปตรงมาและไม่ปิดบังข้อเท็จจริง
          จากนั้นได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพจริง 4 จุด ในพื้นที่ตำบลห้วยแห้ง อำเภอแก่งคอย และพื้นที่อำเภอเมืองสระบุรี ซึ่งได้รับรายงานว่ามีสีดำและส่งกลิ่นเหม็น ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ทั้งบริเวณด้านข้างแปลงที่ดินของผู้ประกอบการทั้ง 2 ราย และจุดที่น้ำมีกลิ่นเหม็นเน่าและกลิ่นฉุน โดยบางจุดพบปลาตายลอยอยู่หลายตัว โดยจากการนำเครื่องมือภาคสนามแบบพกพาเข้าตรวจวัดคุณภาพน้ำในจุดเกิดเหตุ พบค่าออกซิเจนละลายน้ำ หรือ DO วัดได้เพียง 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือร้อยละ 0.2 ของจุดอิ่มตัว ซึ่งบ่งชี้ว่าน้ำอยู่ในภาวะขาดออกซิเจนอย่างวิกฤต จนสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ สอดคล้องกับสภาพปลาตายเกลื่อน นอกจากนี้ ค่าศักย์ออกซิเดชัน-รีดักชัน (ORP) วัดได้ติดลบถึง 392.9 มิลลิโวลต์ ยืนยันถึงสภาวะไร้ออกซิเจนที่ทำให้เกิดการหมักหมมจนเกิดก๊าซเน่าเสีย ขณะที่ค่าการนำไฟฟ้า (EC) และค่าของแข็งละลายรวม (TDS) อยู่ในระดับค่อนข้างสูง สะท้อนว่ามีสารประกอบหรือเกลือแร่เจือปนอยู่มาก ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของน้ำเสียจากบ่อหมัก
          นางสาวกุลวลี เปิดเผยว่า สิ่งที่คณะกรรมาธิการฯ ได้เห็น ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความทุกข์ร้อนที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญอยู่ทุกวัน อย่างไรก็ดี เครื่องมือพกพาในภาคสนามยังไม่สามารถแยกแยะประเภทของสารปนเปื้อนได้อย่างละเอียด ทางคณะกรรมาธิการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้เก็บตัวอย่างน้ำในจุดวิกฤต เพื่อส่งไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด เพื่อหาความเชื่อมโยงและระบุแหล่งกำเนิดมลพิษที่แท้จริง โดยในขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าเป็นฝีมือของผู้ใด ต้องรอผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับก่อน
          ต่อมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ได้แจ้งว่า ทางจังหวัดเตรียมจัดตั้งคณะทำงานรับเรื่องร้องเรียน พร้อมจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุได้ทันทีที่ได้รับแจ้งจากประชาชน ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ เห็นว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องและพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ เนื่องจากปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเร่งด่วน การเข้าถึงพื้นที่ได้เร็วจะช่วยให้สามารถเก็บพยานหลักฐานที่สำคัญได้ทันท่วงทีก่อนที่สภาพแวดล้อมจะแปรเปลี่ยนไป นอกจากนี้ ยังขอให้ฝ่ายปกครองและนายอำเภอในพื้นที่ จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อรวบรวมข้อมูลความเสียหายที่แท้จริงจากการที่น้ำเสียไหลเข้าท่วมพื้นที่ไร่นาและพื้นที่เกษตรกรรม พร้อมทั้งสั่งการให้จังหวัดเร่งแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในจุดวิกฤตที่มีปลาตายโดยด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนขั้นต้นให้แก่ประชาชน

ทัดดาว ทองอิ่ม / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ