นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ พิจารณาโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วงเงินกว่า 6,541 ล้านบาท ครอบคลุม 858 แห่งใน 63 จังหวัด ตั้งเป้าให้ประชาชนประมาณ 171,600 ครัวเรือนเข้าถึงน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภค โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ชี้แจงว่า พื้นที่ส่วนใหญ่มาจากคำขอขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยมีคำขอเข้ามามากกว่า 900 แห่ง ก่อนคัดเหลือ 858 แห่ง ตนจึงตั้งคำถามถึงกระบวนการคัดเลือกให้ชัดเจนว่า ใช้หลักเกณฑ์อะไรในการจัดลำดับความเดือดร้อน มีการลงพื้นที่ตรวจสอบทุกแห่งหรือไม่ และจะทำอย่างไรไม่ให้พื้นที่ที่เดือดร้อนมาก แต่ท้องถิ่นไม่มีความพร้อมในการเขียนคำของบประมาณ ถูกตกหล่นไปจากระบบ
นายณัฐพงศ์ กล่าวต่อไปว่า อีกประเด็นที่ต้องติดตาม คือ โครงการนี้ใช้งบกลางก้อนใหญ่ ทั้งที่ปัญหาน้ำอุปโภคบริโภคเป็นเรื่องที่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ หน่วยงานชี้แจงว่าเป็นมาตรการรองรับภัยแล้งและภาวะเอลนีโญตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่เมื่ออนุมัติงบประมาณช่วงปลายปีและต้องจัดซื้อจัดจ้างพร้อมกันถึงประมาณ 40 สัญญา ซึ่งต้องตรวจให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดการเร่งรัดจนกระทบการแข่งขัน คุณภาพงาน หรือความโปร่งใส โดยสิ่งที่ตนกังวลมากที่สุด คือ หลังสร้างเสร็จ ระบบทั้งหมดจะถูกถ่ายโอนให้ท้องถิ่นดูแล ช่วงแรกมีการรับประกัน 2 ปี แต่หลังจากนั้นค่าซ่อมเครื่องสูบน้ำ ระบบกรอง ค่าไฟ และค่าบำรุงรักษา จะเป็นภาระของท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมา มีโครงการของรัฐหลายแห่งสร้างเสร็จแล้วใช้งานได้ไม่นาน ก่อนชำรุดหรือถูกทิ้งร้าง เพราะมีงบประมาณในการสร้างแต่ไม่มีระบบรองรับการดูแลระยะยาว ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะระบบน้ำบาดาล แต่เกิดกับโครงการสาธารณะอีกหลายประเภท
ทัดดาว ทองอิ่ม / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง