นายสากล ภูลศิริกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ในรายการ ทันข่าววุฒิสภา หัวข้อ คดีฆาตกรรมชาวต่างชาติกับบททดสอบกระบวนการยุติธรรมไทย โดยระบุว่า กฎหมายไทยในปัจจุบันมีบทกำหนดโทษสำหรับคดีอุกฉกรรจ์ที่เข้มงวดอยู่แล้ว โดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม ผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ขณะที่ผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นจริง
นายสากล กล่าวว่า แม้ประชาชนจำนวนมากจะเรียกร้องให้ลงโทษประหารชีวิตผู้กระทำผิดในคดีดังกล่าว แต่การนำโทษประหารชีวิตมาใช้ต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ภายใต้ดุลพินิจของศาลและพยานหลักฐานที่ครบถ้วน พร้อมย้ำว่าในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ตนมองว่าต้องยึดหลักนิติธรรม ไม่ตัดสินจากกระแสสังคม แต่ให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงและบทบัญญัติของกฎหมาย เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม หากท้ายที่สุดแล้วศาลมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด การลงโทษต้องพิจารณาตามความร้ายแรงของความผิด พฤติการณ์แห่งคดี และผลกระทบต่อผู้เสียหายและสังคม โดยยึดหลักพยานหลักฐานและกฎหมายเป็นสำคัญ ซึ่งจะทำให้ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเชื่อมั่นว่ากฎหมายสามารถคุ้มครองทุกคนได้
สำหรับผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ นายสากล กล่าวว่า คดีดังกล่าวส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของประเทศไทย ทั้งในสายตานักท่องเที่ยวและนักลงทุน ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมสื่อสารความคืบหน้าของคดีต่อครอบครัวผู้เสียหายและประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังมองว่า คดีอุกฉกรรจ์ควรได้รับการเร่งรัดดำเนินคดี แต่ต้องไม่กระทบต่อความเป็นธรรม โดยการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานต้องเป็นไปตามกระบวนการค้นหาความจริง คุ้มครองสิทธิของทุกฝ่าย และยึดหลักความรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม
นอกจากนี้ ในฐานะรองประธานกมธ.การกฎหมายฯ วุฒิสภา มองว่าการป้องกันอาชญากรรมต้องอาศัยมาตรการหลายด้านควบคู่กัน ไม่ใช่เพียงการเพิ่มบทลงโทษ เนื่องจากกฎหมายมีความเข้มงวดอยู่แล้ว แต่ควรเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวน การใช้เทคโนโลยีนิติวิทยาศาสตร์ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน รวมถึงพัฒนาระบบ CCTV และกล้องวงจรปิดในพื้นที่เสี่ยง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแส ซึ่งจะช่วยยกระดับการป้องกันอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ณัฐเดช เอียดปุ่ม /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
เพจเฟซบุ๊ก วุฒิสภา ข้อมูล/ภาพ