นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา พร้อมคณะกรรมาธิการ แถลงชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลว่าคณะกรรมาธิการมีแนวคิดยกเลิกระบบบัตรทอง จากการศึกษาปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยยืนยันว่าคณะกรรมาธิการไม่มีเจตนายกเลิกระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือลดสิทธิการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่การศึกษาดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อหาแนวทางให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถดูแลประชาชนได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เนื่องจากระบบบริการสุขภาพกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะสถานะทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐ ทั้งนี้ ข้อมูลที่คณะกรรมาธิการได้รับในปี 2569 ระบุว่า โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 903 แห่ง มีเงินบำรุงติดลบ 400 แห่ง และมีผลขาดทุนรวมกว่า 12,000 ล้านบาท ขณะที่ค่าชดเชยบริการบางส่วนไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง คณะกรรมาธิการจึงตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาปัญหาและแนวทางปรับปรุงระบบบนพื้นฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์
นายแพทย์ประพนธ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาของระบบไม่ได้อยู่ที่งบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการบริหารจัดการ การจัดสรรทรัพยากร และการกำหนดสิทธิประโยชน์ ซึ่งควรดำเนินการบนความจำเป็นทางการแพทย์และประโยชน์สูงสุดของประชาชน เช่น การขยายสิทธิบริการด้านการบริบาลสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพ หรือฮอร์โมนข้าเพศ เมื่อเทียบกับการผลักดันให้วัคซีนป้องกันโรคนิวโมคอคคัสหรือวัคซีน PCV สำหรับเด็ก ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีความสำคัญในการป้องกันการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตกลับใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้รับสิทธิ แม้หน่วยงานวิชาการที่เกี่ยวข้องจะเสนอให้เร่งดำเนินการแล้วก็ตาม คณะกรรมาธิการไม่ได้กำลังบอกว่าบริการใดควรมี หรือบริการใดควรถูกยกเลิก แต่เห็นว่าระบบควรมีกลไกในการกำหนดลำดับความสำคัญของสิทธิประโยชน์ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และอาศัย ข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนทุกคน คณะกรรมาธิการยืนยันว่า ทุกข้อเสนอมีเป้าหมายเดียว คือ การทำให้ระบบหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติสามารถคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้อย่างมั่นคง ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของโรงพยาบาล และระบบบริการสุขภาพของประเทศ
ด้าน ดร.โสภณ มะโนมะยา รองประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการศึกษา ได้มีการเชิญหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง พร้อมลงพื้นที่ศึกษาข้อเท็จจริงจากหน่วยบริการในทุกภูมิภาค และจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทั้ง 4 ภูมิภาค โดยภาคประชาชนยืนยันตรงกันว่าต้องการรักษาสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไว้ ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงใดที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ยากหรือทำให้สิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานลดลง ขณะเดียวกันโรงพยาบาลและผู้ให้บริการจำนวนมากก็สะท้อนปัญหาอีกด้านว่า ระบบกำลังเผชิญแรงกดดันด้านการเงิน ภาระงานที่เพิ่มขึ้น การชดเชยค่าบริการที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง และข้อจำกัดของกลไกการบริหารจัดการ หากปล่อยไว้โดยไม่ปรับปรุง อาจส่งผลต่อคุณภาพบริการในระยะยาว และสิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายต่างต้องการเห็นระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเดินหน้าต่อไป แต่มีมุมมองแตกต่างกันในเรื่องวิธีทำให้ระบบยั่งยืน
คริส พุทธชาติ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง