นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของฝ่ายค้านในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ เพื่อพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่า พรรคฝ่ายค้านได้วางตัวผู้อภิปรายและแบ่งประเด็นเนื้อหาหลักออกเป็นแต่ละด้านเรียบร้อยแล้ว โดยการอภิปรายในส่วนแรกจะมุ่งเน้นไปที่เรื่องความคุ้มค่าของโครงการต่าง ๆ ที่รัฐมนตรีเตรียมจะนำเงินไปใช้ ส่วนที่สอง คือ อำนาจของรัฐสภาในการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 172 ทั้งวรรค 1 และวรรค 2 เพื่อพิจารณาว่ามีเหตุความจำเป็นรีบด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และเป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงในทางพลังงานของประเทศหรือไม่ แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยฉบับเต็มระบุว่าศาลมีอำนาจวินิจฉัยได้เพียงแค่วรรค 1 เท่านั้น แต่วันนี้ เมื่อ พ.ร.ก. กลับเข้าสู่สภา ตนอยากให้ สส.ทุกคนได้อภิปรายโดยใช้อำนาจตรวจสอบของรัฐสภาอย่างเต็มที่ในทั้ง 2 ส่วน พร้อมย้ำว่าทุกคนในฝ่ายค้านต่างพร้อมทำหน้าที่เป็นแม่ทัพในการอภิปรายและร่วมตรวจสอบการใช้เงินกู้ก้อนนี้ด้วยกัน
นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงความเป็นไปได้ทางการเมือง โดยยอมรับว่าเนื่องจากรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาฯ พ.ร.ก. ฉบับนี้คงจะผ่านการอนุมัติอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านจะยังคงทำหน้าที่ส่งคนอภิปรายตรวจสอบอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในส่วนของงบประมาณ 2 แสนล้านบาทที่เป็นก้อนเงินสำหรับเปลี่ยนผ่านและสร้างพลังงาน ซึ่งตนมองว่าการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานอาจต้องใช้ระยะเวลาหลายปี และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งแหล่งเงินกู้จากรัฐบาลโดยตรงเพียงแหล่งเดียว เนื่องจากยังมีช่องทางอื่น เช่น เงินลงทุนจากภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ 3 การไฟฟ้า ประกอบด้วย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมถึงเงินกองทุนต่าง ๆ ที่สามารถเข้ามาร่วมลงทุนได้ พร้อมกล่าวเตือนด้วยว่า เงินกู้ทุกบาทที่รัฐบาลเป็นผู้กู้เอง สุดท้ายก็จะกลับไปเป็นภาระของลูกหลานไทยในอนาคต นอกจากนี้ ผู้นำฝ่ายค้านฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ฝ่ายค้านจะจับตาดูว่าโครงการต่าง ๆ มูลค่า 2 แสนล้านบาทที่รัฐบาลเตรียมการไว้นั้น จะช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงโครงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไป เช่น โซลาร์ไฟข้างทาง หรือโซลาร์ในภาคการเกษตร ซึ่งแม้โครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์เหล่านี้จะมีประโยชน์และฝ่ายค้านไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็มีเงินกองทุนหรือช่องทางงบประมาณปกติอื่น ๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้อยู่แล้ว โดยไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ต้องออก พ.ร.ก. กู้เงินมาใช้เพื่อสร้างภาระผูกพันเพิ่มเติม
นายณัฐพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายย้ำว่า ฝ่ายค้านอยากเห็นการเลือกใช้แหล่งเงินทุนและการใช้เงินที่ถูกต้องตามวินัยการเงินการคลัง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวินัยการคลังและพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่แคบลงเรื่อย ๆ พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนร่วมติดตามการอภิปรายตรวจสอบของฝ่ายค้านในวันนี้อย่างใกล้ชิดด้วย
คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง