นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรใช้เวลาตลอดวันในการอภิปรายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) ว่าขอขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ให้ข้อเสนอแนะ พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการกู้เงินครั้งนี้ มุ่งประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน ไม่เอื้อประโยชน์ให้บุคคลใดเป็นการเฉพาะ และรัฐบาลจะติดตามการใช้จ่ายอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดการรั่วไหล
นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลตระหนักดีว่าเงินกู้มีต้นทุน จึงได้พิจารณาความคุ้มค่าของการดำเนินโครงการต่างๆ แล้ว และมั่นใจว่ารัฐบาลสามารถรับภาระการชำระหนี้ได้ พร้อมกำชับส่วนราชการให้นำข้อเสนอและข้อคิดเห็นจากการอภิปรายไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมสรุปสาระสำคัญว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงและจำเป็นต้องเร่งแก้ไข โดยมีทั้งวิกฤตพลังงาน ค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงกำลังซื้อที่เริ่มหดตัว ซึ่งหากปล่อยไว้นานอาจกระทบต่อการจ้างงานและการดำเนินธุรกิจ และยังกล่าวถึงความจำเป็นของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานว่า ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง ทำให้มีความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก และกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัด จึงจำเป็นต้องใช้เงินส่วนหนึ่งเพื่อดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และอีกส่วนเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาดและพลังงานที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เอง ทั้งนี้ ย้ำว่า ประเด็นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเห็นตรงกัน คือ การใช้เงินทุกบาทต้องโปร่งใส คุ้มค่า ตรวจสอบได้ และต้องถึงมือประชาชนกลุ่มเป้าหมาย พร้อมยืนยันรัฐบาลจะรักษาวินัยการเงินการคลัง และมุ่งแก้ไขความเปราะบางของเศรษฐกิจในระยะยาว
จากนั้น นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอมติที่ประชุมตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ว่าจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าว โดยมีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 478 คน ที่ประชุมมีมติอนุมัติด้วยคะแนน 285 เสียง ไม่อนุมัติ 141 เสียง งดออกเสียง 52 เสียง และไม่มีผู้ไม่ลงคะแนนเสียง ก่อนปิดการประชุมในเวลา 20.28 น. สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้จะส่ง พ.ร.ก.ให้วุฒิสภาพิจารณา หากวุฒิสภาอนุมัติ พ.ร.ก.จะมีผลใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติต่อไป ส่วนโครงการที่จะใช้เงินกู้จะต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดก่อนเบิกจ่ายงบประมาณ
ณัฐเดช เอียดปุ่ม /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง