คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา จัดเสวนา เรื่อง แนวทางบูรณาการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย มิติป้องกันและป้องปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยีต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมการสัมมนา
นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวเปิดการเสวนาว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความสำคัญอย่างยิ่ง แม้หน่วยงานรัฐจะมีความสามารถในการต่อสู้และป้องกัน แต่กลุ่มมิจฉาชีพก็พยายามใช้เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำมากกว่าเพื่อก่ออาชญากรรม โดยก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาข้อมูลรั่วไหล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและสังคม
นอกจากนี้ ยังพบว่าสถานการณ์การหลอกลวงทางไซเบอร์ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่างกรณีล่าสุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีข้าราชการเกษียณสูญเงินกว่า 4 ล้านบาท และนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลถูกหลอกเงินไปกว่า 8.5 แสนบาท ซึ่งเป็นภัยใกล้ตัวที่เกิดขึ้นจริงในสังคม
นายนิเวศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมามีความพยายามผลักดันมาตรการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากการฉ้อฉลทางไซเบอร์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน แต่กระบวนการดังกล่าวยังเป็นไปอย่างล่าช้า การสัมมนาในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางป้องกันและปราบปราม ให้เกิดความเสียหายลดน้อยลงที่สุด ตลอดจนสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพให้กับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศต่อไป
จากนั้นเป็นการสัมมนาในหัวข้อ สถานการณ์ ปัญหา และช่องว่างในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของประเทศไทย โดย ดร.ธวัชชัย สุขสีดา เปิดเผยข้อมูลจากนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค และผู้ปฏิบัติงานด้านการช่วยเหลือผู้เสียหาย พบว่า วิวัฒนาการภัยคุกคามล้ำหน้ามาก อาทิ มิจฉาชีพมีการใช้ AI ขั้นสูงเลียนแบบเสียงและสร้างสถานการณ์หลอกลวงแบบเจาะจงข้ามแพลตฟอร์มอย่างแนบเนียน มีการใช้อุปกรณ์เสาจำลองเพื่อส่งข้อความเข้าถึงผู้ใช้โดยตรง รวมถึงเปลี่ยนเป้าหมายจากการจ้างบุคคลทั่วไปเป็นการซื้อบริษัทรจ้างตัวแทนที่จดทะเบียนนิติบุคคลเพื่อใช้บัญชีธนาคาร ซึ่งตรวจจับยากกว่าไม่กี่บุคคลธรรมดา
พลตำรวจตรี นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บช.สอท.) มองว่าการแจ้งเตือน การสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนยังไม่ทั่วถึงและขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่ออย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้จากการวิเคราะห์กลยุทธ์ของมิจฉาชีพ พบว่าช่องทางหลักที่คนร้ายใช้ติดต่อและหลอกลวงผู้เสียหายยังคงเป็น 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การโทรศัพท์ตรง การส่งข้อความสั้น และสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นด่านแรกในการเข้าถึงตัวเหยื่อก่อนสร้างอุบายล่อลวง นอกจากนี้มองว่า ควรเร่งรัดการเปิดใช้งานระบบ Cell Broadcast เพื่อส่งข้อความแจ้งเตือนภัยและกลกลโกงใหม่ๆ ตรงเข้ามือถือของประชาชนทุกคนทั่วประเทศพร้อมกันแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างความตระหนักรู้ทันทีโดยไม่ต้องลงทะเบียน รวมถึงยังไม่มีกลไกหยุดยั้งการฟอกเงินออกนอกประเทศได้อย่างทันท่วงที จึงทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐจะยังคงเป็นการวิ่งไล่ตาม
คริส พุทธชาติ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง