11 ก.ย. 69 - รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้รายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลต้องตรึงอัตรากำลังและปรับโครงสร้างราชการ พร้อมตั้งเป้าลดการขาดดุลในปี 2571 เหลือกว่า 6 แสนล้านบาท ย้ำงบจังหวัดต้องเพิ่มผลิตภาพและรายได้ ขณะที่งบกลางส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายผูกพัน ไม่ใช่วงเงินที่รัฐบาลนำไปบริหารได้ทั้งหมด

image

     นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภาถึงร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ว่าเป็นงบประมาณฉบับแรกที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจัดทำขึ้น โดยรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งเงินเดือน บำเหน็จบำนาญ เบี้ยผู้สูงอายุ และภาระผูกพันต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการและทบทวนโครงสร้างรายจ่าย ในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลมีแนวทางตรึงอัตรากำลัง ไม่เพิ่มการจ้างงาน พร้อมให้หน่วยงานจัดทำแผนลดกำลังคนและปรับโครงสร้าง รวมถึงพิจารณามาตรการเกษียณก่อนกำหนดสำหรับกลุ่มเป้าหมาย และทยอยลดหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคภายในระยะเวลา 3-4 ปี เพื่อลดภาระรายจ่ายระยะยาว 

                   นายภราดร กล่าวว่าในด้านการคลังรัฐบาลตั้งเป้าลดการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง ปีงบประมาณ 2570 ขาดดุล788,000 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ขาดดุลกว่า 800,000 ล้านบาท และตั้งเป้าลดการขาดดุลในปี 2571 ให้เหลือกว่า 600,000 ล้านบาท ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และลดการกู้เงิน สำหรับการจัดทำคำของบประมาณ หน่วยงานสามารถเสนอวงเงินเพิ่มจากปีก่อนได้ไม่เกินร้อยละ 20 แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับจัดสรรทั้งหมด โดยสำนักงบประมาณจะพิจารณาตามความจำเป็น ความเหมาะสม และนโยบายรัฐบาล พร้อมนำแนวทางการจัดทำงบประมาณฐานศูนย์มาใช้ประเมินประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ของแต่ละโครงการ ส่วนงบจังหวัด รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญ แต่โครงการต้องมีเป้าหมายชัดเจนและช่วยเพิ่มผลิตภาพ ผลผลิต หรือรายได้ของประชาชน โดยควรเน้นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว อาชีพ และศักยภาพทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ขณะที่โครงการถนนหรือแหล่งน้ำซึ่งซ้ำซ้อนกับภารกิจของหน่วยงานส่วนกลางจะได้รับการทบทวน

     นายภราดร ยังชี้แจงว่างบกลางประมาณ 700,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายผูกพัน เช่น เบี้ยหวัดและบำเหน็จบำนาญประมาณ 390,000 ล้านบาท ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการประมาณ 100,000 ล้านบาท เงินเลื่อนขั้นเงินเดือน 13,000 ล้านบาท และเงินสำรองกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกว่า 70,000 ล้านบาท ส่วนวงเงินสำหรับกรณีฉุกเฉิน จำเป็น และเร่งด่วน ซึ่งรัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ มีประมาณ 100,000 ล้านบาท เพื่อรองรับภัยพิบัติและภารกิจเร่งด่วน ขณะที่งบกลางอีก 12,000 ล้านบาท จะใช้เป็นเงินสมทบร่วมกับเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาพื้นที่และลดภาระงบประมาณของรัฐบาล นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแนวทางรวมการใช้งานระบบคลาวด์ของหน่วยงานรัฐไว้ภายใต้โครงการคลาวด์ภาครัฐ เพื่อลดการจัดสรรงบประมาณซ้ำซ้อน โดยประเมินว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายจากความต้องการเดิมประมาณ 9,000 ล้านบาท เหลือประมาณ 6,000 ล้านบาท

 

อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย / ข่าว

ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง

 

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ