นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)จังหวัดชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวไร่อ้อยว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหา PM2.5 เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน แต่ควรมีข้อมูลที่ชัดเจนว่า ฝุ่นในแต่ละพื้นที่มีแหล่งกำเนิดจากการเผาอ้อยมากน้อยเพียงใด รวมถึงจากท่อไอเสียรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม และสาเหตุอื่นในสัดส่วนเท่าใด เนื่องจากปัจจุบันเมื่อพูดถึงปัญหา PM2.5 เกษตรกรชาวไร่อ้อยมักถูกมองเป็นกลุ่มแรกที่ต้องรับผิดชอบ พร้อมย้ำว่าไม่ได้ปฏิเสธว่าการเผาอ้อยเป็นหนึ่งในสาเหตุของฝุ่น แต่ก่อนที่รัฐบาลจะออกมาตรการควบคุมที่ส่งผลกระทบต่อปากท้องของประชาชน ควรมีข้อมูลที่ชัดเจนและคำนึงถึงความเป็นธรรมกับเกษตรกร โดยเฉพาะความแตกต่างด้านต้นทุนการผลิต ซึ่งอ้อยไฟไหม้มีต้นทุนประมาณ 100 บาทต่อตัน ขณะที่อ้อยสดมีต้นทุนประมาณ 250 บาทต่อตัน ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการให้เกษตรกรเลิกเผา จำเป็นต้องสร้างทางเลือกและมาตรการช่วยเหลือที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่ออกกฎกติกาแล้วผลักภาระต้นทุนทั้งหมดให้เกษตรกรผู้ปลูกเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมในระบบโควต้า โดยพบว่าเกษตรกรรายย่อยบางรายขายอ้อยผ่านเจ้าของโควต้า ทำให้สิทธิ์และเงินช่วยเหลือจากภาครัฐไปไม่ถึงตัวเกษตรกรตัวจริง รวมถึงมีเบาะแสว่าบางโรงงานรับซื้ออ้อยไฟไหม้แต่กลับออกเอกสารเป็นอ้อยสด จึงฝากไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สนอ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง
นางสาวสุชาดา กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหา PM2.5 ไม่ควรจบลงด้วยการผลักภาระให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยต้องแบกรับฝ่ายเดียว รัฐบาลต้องบูรณาการดูแลทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมและปากท้องของเกษตรกรชาวไร่อ้อยไปพร้อมกัน
อรพรรณ ขันทองคำ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง