23 ก.พ. 69 - กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา ติดตามความคืบหน้าระบบสุขภาพปฐมภูมิ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ จ.นนทบุรี รับฟังผลดำเนินงาน อุปสรรค เสนอทำระบบนัดหมาย-คัดกรอง ลดความแออัด ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า

image

             นายบุญชอบ สระสมทรัพย์ รองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การสาธารณสุข วุฒิสภา พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าระบบสุขภาพปฐมภูมิ ณ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี จังหวัดนนทบุรี โดยรับฟังข้อมูลการดำเนินงาน ศักยภาพการให้บริการ และปัญหาอุปสรรคจากหน่วยบริการในพื้นที่ ซึ่งสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี เดิมชื่อ สถานีอนามัยวัดมะสง ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิเดี่ยวในปี 2566 มีศักยภาพให้บริการการแพทย์ทางไกล และผ่านมาตรฐานหน่วยบริการปฐมภูมิ ด้านระบบบริหารจัดการมีคณะกรรมการพัฒนาสถานีอนามัยที่มาจากทุกภาคส่วน มีแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาพื้นที่ และมีการจัดการทรัพยากร โดยการสนับสนุนการดำเนินงานจากแม่ข่าย รวมถึงมีแผนการพัฒนาบุคลากร เช่น มีเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย ได้แก่ นักวิชาการสาธารณสุข จำนวน 2 คน พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 2 คน แพทย์แผนไทย จำนวน 1 คน เจ้าพนักงานการเงิน จำนวน 1 คน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 63 คน และมีแพทย์ให้บริการ ประชาชน จำนวน 1 คนต่อ 8,118 คน นอกจากนี้ มีการจัดบริการการส่งเสริม ป้องกันโรค การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสุขภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค โดยให้บริการครอบคลุมทุกกลุ่มวัย ด้านอาคารสถานที่และหน่วยบริการผ่านมาตรฐาน Green and Clean และ 5 ส มีบริการทันตกรรม การจัดการด้านแพทย์แผนไทย การดูแลผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน สำหรับปัญหาอุปสรรค พบว่าแม้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ แต่ปัจจุบันยังมีอุปสรรคสำคัญในการใช้งานจริง ไม่เอื้อต่อผู้ใช้งาน เป็นภาระมากกว่าตัวช่วยในการทำงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการบริหารจัดการโรงพยาบาลและสถานีอนามัย โดยแพทย์และเจ้าหน้าที่ต้องรับภาระดูแลผู้ป่วยข้ามเขตเข้ามาใช้บริการ ทั้งยังส่งผลให้ผู้ป่วยการขาดวินัยในการรับบริการ เนื่องจากผู้ป่วยสามารถไปรักษาที่ใดก็ได้ และเลือกไปโรงพยาบาลแม้จะมีอาการเพียงเล็กน้อย  

            ทั้งนี้ ภายหลังรับฟังข้อมูล คณะกรรมาธิการฯ และคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่า การนำระบบเทคโนโลยีมาช่วยในระดับหน่วยบริการปฐมภูมิ ส่วนกลาง ควรนำภาคเอกชนมาช่วยออกแบบระบบ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ ให้ง่ายต่อการปฏิบัติงาน และควรมีระบบนัดหมายและคัดกรอง เช่น ผู้ป่วยต้องปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวก่อน เพื่อประเมินว่า ควรเข้ามาพบแพทย์หรือไม่ หากเกินความสามารถจึงค่อยส่งต่อเฉพาะทาง ตลอดจนการพิจารณานำระบบการร่วมจ่ายมาปรับใช้ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพตนเองเบื้องต้น (Self-care) และเลือกเข้ารับบริการเฉพาะในกรณีที่มีอาการป่วยจำเป็น เพื่อลดความแออัดในสถานพยาบาลและใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

อรพรรณ ขันทองคำ ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ