การประชุมวุฒิสภาที่มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ได้ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับปัญหาการครอบงำของอีคอมเมิร์ซข้ามชาติ ปกป้อง SMEs ในไทย โดยระบุว่า แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติได้รุกคืบเข้ามาในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว มีผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อ SMEs ไทย โดยใช้วิธีตัดพ่อค้าคนกลางทำให้ประสบความสำเร็จในหลายประเทศอย่างรวดเร็ว โดยพบว่ามีการใช้ทุกวิธีในการลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด ขณะเดียวกันคนที่ซื้อสินค้าราคาถูกเหล่านี้ ก็อาจได้สินค้าไม่มีคุณภาพหรือใกล้หมดอายุ มีสารปนเปื้อนที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือใช้ไม่ได้จริง หรือที่เรียกว่า ไม่ตรงปก อีกทั้งสินค้าที่ไม่สามารถใช้งานได้ก็กลายเป็นขยะซึ่งกำลังเป็นปัญหาในหลายประเทศ
นางสาวนันทนา กล่าวต่อว่า ปัญหาสำคัญที่สุดในขณะนี้คือพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และผู้ประกอบการไทย ได้รับผลกระทบโดยตรงจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติ โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม TEMU ซึ่งผู้บริโภคสั่งซื้อตรงจากโรงงานที่ผลิตในประเทศจีนผ่านแพลตฟอร์มจีนโดยไม่ผ่านคนกลางอีกต่อไป ปราศจากต้นทุนด้านภาษี จึงอาจทำให้เงินหมุนเวียนตลาดในไทยจะหายไป นอกจากนี้ในแง่การขาดดุลทางการค้า ประเทศไทยขาดดุลกับจีนต่อเนื่อง และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นโดยพบว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 มีการนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นถึง 7.12 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.33 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ไทยขาดดุลทางการค้าจากจีนเพิ่มขึ้น 15.66% และคาดว่าปีนี้จะคาดดุลถึง 1.4 ล้านล้านบาท ดังนั้น จึงขอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อย่ามัวกังวลกับสัมพันธภาพระหว่างประเทศจนกระทบ SMEs ไทย แต่ควรรักษาดุลอำนาจทางการค้าและดุลอำนาจระหว่างประเทศควบคู่กัน กระทรวงพาณิชย์ควรถอดบทเรียนและมีมาตรการเชิงรุกไม่ใช่ยอมหรือขอความร่วมมือเพียงเพราะกลัวกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจน SMEs ไทย พังยับเยิน ทั้งนี้ ขอตั้งคำถามไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่ามีมาตรการแก้ไขปัญหาการครอบงำอีคอมเมิร์ซข้ามชาติอย่างไร มีมาตรการในการสนับสนุนหรือเยียวยา SME ไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างไร มีมาตรการจัดการปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพที่เข้ามาตามแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติอย่างไร และมีแผนแก้ไขการขาดดุลการค้าระหว่างไทย-จีน อย่างไร ตลอดจนประเทศไทยจะร่วมมือกับอาเซียนอย่างไรในการจัดการกับปัญหาดังกล่าวนี้
ด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจ้งว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน เป็นการค้า การลงทุนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ยอมรับว่า มีความจำเป็นต้องพึ่งตลาดประเทศจีน เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ หากมีการเจรจาค้าขายกับจีนได้ มองว่าไทยจะได้ประโยชน์ และเมื่อตนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สิ่งแรกที่ทำคือการหารือร่วมกับนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ซึ่งยืนยันว่า จีนไม่ได้ต้องการเอากำไรกับไทยและไม่ได้ต้องการเอาเปรียบใคร เพราะไม่ใช่นโยบายหลักของรัฐบาลจีน เบื้องต้นจากการหารือ ทางการจีนพร้อมเคารพกฎระเบียบต่างๆ ของไทย โดยพร้อมที่จะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในไทยอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกันพร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานของไทยในการดูแลควบคุมสินค้าจีนให้เป็นไปตามมาตรฐานของไทยด้วย นอกจากนี้ ยังได้เชิญ 28 หน่วยงานเข้าหารือ เพื่อออกมาตรการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเน้นการใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ย้ำว่าสินค้าที่ขายผ่านแพลตฟอร์มจีน ต้องมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(มอก.) ผ่านการตรวจสอบและมีป้ายกำกับจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) คำนึงถึงคุณภาพชีวิตประชาชน
นายพิชัย กล่าวต่อว่า จะเดินหน้ายกระดับความร่วมมือทางการค้าไทย-จีน พลิกวิกฤตเป็นโอกาส โดยต้องการเห็นการลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น จึงต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงดูดการลงทุนทั้งจากจีน ญี่ปุ่น และประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะการลงทุนทางด้านไฮเทคโนโลยี โดยต้องการให้จีนลงทุนในพื้นที่อีอีซีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ หรือ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่จะนำไปสู่การผลิตชิพ จนถึงสินค้าขั้นปลาย เช่น อีวี ดาต้าเซนเตอร์ ซึ่งที่ผ่านมาจีนมีการขยายมายังไทยมาก และมีการจ้างงานแรงงานไทยในอัตราสูง ขณะเดียวกันไทยยังพยายามส่งเสริม Soft Power ผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจีน ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม การพัฒนาทักษะมนุษย์เป็นเรื่องจำเป็นที่จะนำไปสู่การพัฒนาทักษะร่วมกับจีนได้
อรพรรณ ขันทองคำ ข่าว/เรียบเรียง
