5 ก.พ. 69 - สว.เทวฤทธิ์ แจงความสำคัญเห็นชอบให้สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชี้แม้แก้รายมาตราได้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย เหตุต้องผ่านเสียง สว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน พร้อมชวนไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ อาทิตย์ที่ 8 ก.พ.นี้

image

          นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก บัส เทวฤทธิ์ ถึงความสำคัญในการไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ โดยกาเห็นชอบกับคำถามประชามติที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” โดยระบุว่า รู้สึกหรือไม่ว่ามีใครบางคนที่พยายามยึดเอาอนาคตของเราไป ด้วยกติกาและกลไกที่ทำให้เสียงของประชาชนค่อย ๆ ถูกตัดขาดจากผลลัพธ์ที่ควรจะเกิดขึ้นในวันที่มีการเลือกตั้ง ช่วงเวลาไม่กี่นาทีในคูหาเลือกตั้งคือโมงยามที่อำนาจกลับมาอยู่ในมือของประชาชนอย่างแท้จริง เสียงของแม่ค้า เสียงของพนักงานออฟฟิศ มีค่าเท่าเทียมกับมหาเศรษฐี หรือผู้มีบารมีคับฟ้าคนไหน ๆ ปากกาในมือเราตอนนั้นคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง
          แต่ทว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่วันเลือกตั้ง เมื่อประชาชนได้ใช้สิทธิของตนเองแล้ว กลับมีกลไกบางอย่างคอยบิดงอผลลัพธ์ คอยตัดสะพานเชื่อมระหว่าง “สิ่งที่เราเลือก” กับ “สิ่งที่จะเป็น” ทำให้เสียงของประชาชนไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นรัฐบาล นโยบาย หรือทิศทางประเทศได้อย่างตรงไปตรงมา อำนาจที่ควรจะไหลต่อจากประชาชนกลับถูกดึงกลับไปอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่กลุ่ม
          เหตุการณ์หลังการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 คือ หลักฐานที่ชัดเจนที่สุด ในวันนั้นผลการเลือกตั้งสะท้อนอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ต้องการเห็นประเทศเดินไปในทิศทางใด ต้องการสภาแบบไหน และต้องการรัฐบาลเช่นไร แต่สุดท้ายแล้วเจตจำนงของประชาชนกลับไปไม่ถึงปลายทาง ระหว่างทางมีการยุบพรรค มีการถอดถอนนายกรัฐมนตรี และมีการใช้กลไกนิติสงครามซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนการเมืองที่ควรจะยึดโยงกับเสียงข้างมากกลายเป็นการเมืองที่ถูกชี้ขาดด้วยการตีความตามใบอนุญาตของผู้มีอำนาจ
          หลายคนบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ผลของรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่เมื่อข้อกล่าวหา กระบวนการ และหลักฐานมีลักษณะคล้ายคลึงกัน นายกรัฐมนตรีบางคนถูกถอดถอนอย่างรวดเร็ว ขณะที่บางคนกลับรอดมาได้หลายครั้ง คำถามจึงไม่ใช่ว่ากติกาถูกเขียนไว้ดีเพียงใด หากแต่คือใครเป็นผู้กุมอำนาจในการกำกับและบังคับใช้กติกานั้น เพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวบทเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่กลไกที่คุมตัวบท และกลไกนั้นถูกฝังรากลึกอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560
          เพราะฉะนั้นหากเลือกลงประชามติ “ไม่เห็นชอบ” สิ่งที่เป็นอยู่ต่อจะยังคงอยู่ไป นั่นหมายถึงการยอมรับให้โครงสร้างเดิมยังคงทำหน้าที่กำหนดอนาคตของเรา หลายคนอาจเชื่อว่าสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราได้ แต่ในความเป็นจริงการแก้ไขรายมาตราไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติหลายชั้น และต้องอาศัยเสียงของวุฒิสภาในสัดส่วนที่ประชาชนไม่อาจควบคุมได้เลย
          วุฒิสภาชุดนี้ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่โดยบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญกลับมีอำนาจชี้ขาดต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและมีอำนาจให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระ องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบ ยุบพรรค ถอดถอนนายกรัฐมนตรี และตัดสินชะตาทางการเมืองของประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นรัฐธรรมนูญ 2560 ยังตัดตอนสิทธิของประชาชนในการถอดถอนหรือเรียกร้องความรับผิดชอบจากองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นสิทธิที่เคยมีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า เมื่อกลไกเหล่านี้ผิดพลาดประชาชนกลับไม่อาจเอาผิดใครได้เลย
          กลไกทั้งหมดนี้ถูกเสริมความแข็งแกร่งด้วยมาตรฐานจริยธรรมที่ถูกออกแบบ กำหนด และตัดสินโดยกลุ่มอำนาจชุดเดียวกัน ออกกติกาเอง ตีความเอง และชี้ขาดเอง จนกลายเป็นอำนาจที่อยู่เหนือเจตจำนงของประชาชน นี่คือกระบวนการที่ค่อย ๆ ยึดกุมความฝัน ความหวัง และอนาคตของเรา ทำให้การใช้สิทธิในวันที่เสียงของเรามีค่าเท่ากัน กลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการถูกลิดรอนในภายหลัง
          ดังนั้น การออกไปใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ จึงเป็นการตัดสินใจร่วมกันว่าจะยอมให้กติกาแบบนี้อยู่ต่อไป หรือจะเปิดประตูสู่การร่างกติกาใหม่ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง การกา “เห็นชอบ” ในประชามติครั้งนี้ คือการประกาศว่าเราไม่ยอมให้ใครยึดอนาคตของเราไปอีก และไม่ยอมให้สะพานระหว่างเสียงของเรากับอนาคตของประเทศถูกตัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
          สุดท้ายนี้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขอเชิญชวนทุกคนจับปากกาเข้าคูหาออกไปใช้สิทธิกา “เห็นชอบ” เพื่อทวงอนาคตของเราคืนมาด้วยมือของเราเอง

ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง
เพจเฟซบุ๊ก บัส เทวฤทธิ์ ข้อมูล / ภาพ

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ